
จีเอสพี : ถึงเวลาไทยยืนบนขาตัวเอง!!
ข่าวใหญ่วันนี้ เกาะติดอยู่กับประเด็น สหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิจีเอสพี สินค้าไทยที่เป็น “กระแส” วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อเนื่องจากวันที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ส่งจดหมายถึงประธานสภาผู้แทนฯ และประธานวุฒิสภาฯ สหรัฐฯว่า...
I have determined that Thailand is not taking steps to afford to workers in Thailand internationally recognized workers right.
Accordingly, it is appropriate to suspend the duty-free treatment accorded under the GSP to certain eligible articles thar are the product of Thailand, effective 6 months after this proclamation.
The United States remains committed to reciprocal trade with Thailand.
สินค้าไทยที่จะถูกตัดสิทธิจีเอสพี (GSP) อย่างไร้เยื่อใยตามจดหมายของ “ทรัมป์” ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2563 มีจำนวน 573 รายการ มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท
จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยได้รับสิทธิจีเอสพี จำนวน 3,400 รายการ มูลค่า 4 พันล้าดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าที่โดนตัดสิทธิจีเอสพี ได้แก่ อาหารทะเล ผักผลไม้ อุปกรณ์ทำครัว เฟอร์นิเจอร์ไม้อัด เครื่องประดับ ภาชนะเซรามิก เป็นต้น
จีเอสพี (GSP) คืออะไร? GSP ย่อมาจาก Generalized System Preference คือ สิทธิทางภาษีที่ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้าบางรายการเมื่อส่งสินค้าไปขายในประเทศผู้ให้สิทธิ...
ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถส่งออกสินค้าไปแข่งกับสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแข่งขันกับประเทศที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าได้ราคาถูกและมีประสิทธิภาพ
ตามจริงแล้ว กรณีสหรัฐฯตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทยไม่ได้เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตั้งแต่ไทยได้สิทธิพิเศษด้านภาษี จีเอสพีมาเมื่อปี 2513 เวลาสหรัฐฯขาดดุลการค้ากับไทยทีไรก็มักหาเรื่องหามาตรการกีดกันทางการค้าไทยเสมอ...
มีบางครั้งเคยถึง “ขั้น” ห้ามสินค้าไทยเข้าประเทศก็มี แต่จะกีดกันยังไง?ผู้ส่งออกไทยก็เก่งหาทางเอาสินค้าเข้าไปขายได้ทุกที นั่นคือ แม้รัฐบาลออกมาตรการกีดกันสินค้าแต่ผู้บริโภคในประเทศก็ไม่เล่นด้วย สุดท้ายรัฐบาลต้องผ่อนปรนด้วยการยกเลิกจีเอสพีมาไม่รู้กี่รอบแล้ว
การที่คนกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวตีโพยตีพายกระทั่งรณรงค์ให้แบนหรือไม่ซื้อสินค้าสหรัฐฯนั้น คงต้องคิดให้รอบคอบ เพราะ “กระแส” วิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะพุ่งเป้าไปที่ “ทรัมป์” โดยตรงแล้ว ยังมีเสียงเรียกร้องให้ผู้ประกอบการไทยหันมาใส่ใจกับการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานจนสามารถแข่งขันกับคนอื่นด้วย
จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการไทยจะปรับทัศนคติตัวเองใหม่ ด้วยวิธีคิดใหม่-ทำใหม่ “ยืนบนขาตัวเอง” แทนการอาศัยสิทธิพิเศษต่างๆ เหมือนในห้วงอดีตที่ผ่านมา
คอลัมน์ อยู่กับปัจจุบัน โดย พงษ์ศักดิ์ ศรีสด
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,519 วันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2562






