
จุดจบ‘ทักษิณ’ใกล้ถึงแล้วจริงหรือ?
โลกร้อนขึ้นทุกวัน รวมทั้งยังคงมีความวุ่นวายทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ....นักวิเคราะห์เศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นได้ชัดในอเมริกาคือ รากหญ้าทยอยเข้าเมืองใหญ่ คนตกงานต้องอาศัยนอนในรถ
คนไร้ที่อยู่อาศัยต่างพากันบุกเมืองใหญ่ เพราะเป็นแหล่งอาหาร กางเต็นท์นอนใต้สะพาน ข้างสะพาน และสวนสาธารณะเป็นต้น
เมืองไทยเป็นสังคมที่มีญาติพี่น้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ นี่คือ ข้อเด่นของสังคมเราที่ถูกมองข้ามไป เนื่องเพราะมัวแต่ทะเลาะขัดแย้งแย่งผลประโยชน์ “ชิงเมือง-ชิงอำนาจ” กันไม่เลิกไม่แล้ว ทำให้บ้านเมืองไทยพัฒนาไปไม่ถึงไหนเลย
วันศุกร์ (26 ก.ค.) ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบวันเกิดอายุ 70 ปีของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสำหรับคนไทยทั่วไป อายุ 70 ปีถือว่าเป็นคนสูงวัย สมควรวางมือจากการทำงานทุกอย่างได้แล้ว
ยกเว้นเขาคนนี้ เพราะไม่ใช่วิถีทางของเขาแน่นอน เห็นได้ชัดเจนจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งเหล่าบรรดาแฟนคลับและญาติโกโหติกาของเขาที่บอกผ่านทางโซเชียล มีเดีย ว่าจะมีงาน “วันรวมญาติ” ที่ฮ่องกงในวันครบรอบวันเกิดนายใหญ่ปีนี้
เลยทำให้เห็นว่า ที่ทักษิณเงียบๆ ไปก่อนหน้านี้ นับแต่วันพ่ายศึกเลือกตั้ง 24 มีนาคม ไม่ใช่ว่าเขาถอดใจ หรือตัดสินใจจะวางมือจากการเมือง นอกจากนั้นก็ยังมี “ข่าวปล่อย-ข่าวลือ” เพิ่มมาอีกว่าเขาจะไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไปแล้ว
แต่ตรงข้ามครับ...เขาคงไม่เลิกแน่นอนและหลายคนยังจำคำพูดนี้ได้ดี “ผมไม่รู้จักคำว่าแพ้...” ประโยคคำพูดอย่างนี้ มีคนเพียงไม่กี่คนหรอกที่กล้าพูดอหังการเช่นนี้ จึงมั่นใจว่า ทักษิณไม่มีวันวางมือจากการเมืองไปง่ายๆ แน่ ตราบใดที่เขายังไม่ได้เป็นผู้ชนะ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ก่อนหน้านี้จะมีการเคลื่อนไหวปรับขบวนทัพพรรคเพื่อไทย ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ทั้ง “หน.พรรค - เลขาฯ พรรค” เหมือนเป็นสัญญาณ ว่า เพื่อไทยยังเป็นศูนย์กลางของระบอบทักษิณอยู่ ต่อเนื่องด้วยการจัดวางตัว ขุนศึก-แม่ทัพ ของ 7 พรรคฝ่ายค้าน ที่จัดหนัก-จัดเต็ม ในศึก “แถลงนโยบาย” รัฐบาล-ประยุทธ์ 2
ทักษิณเริ่มต้นการเมืองเมื่อมีเงินจากการขายโทรศัพท์ (มือถือ) ราคาแพง จนขยับขึ้นชั้นเป็นเศรษฐีหมื่นล้านแล้ว โดยเข้าร่วมกับพรรคพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แต่นักเซ็งลี้แบบเขาพบว่า พรรคกินผัก “ไม่เวิร์ก” เพราะซื้อเสียงไม่ได้...
เขามองการเมืองแบบนายทุนที่เงินซื้อได้ทุกอย่าง ไม่เว้นซื้อเสียง ซื้อนักการเมือง หรือกระทั่งซื้อพรรคการเมือง เทกโอเวอร์พรรคการเมือง เพื่อให้พรรคตัวเองได้ส.ส.เกินครึ่งในสภาผู้แทนฯ และเป็น “แกนนำ” จัดตั้งรัฐบาล
หลังจากมองเห็น “มุ้ง” ในพรรคการเมืองต่างๆ ที่ทำให้พรรคการเมืองนั้นๆ ไม่มีเอกภาพ เมื่อศึกษาเขาก็เห็นช่องทางที่จะทำพรรคการเมืองของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่ตั้งพรรคการเมืองแล้วให้ประชาชนเลือกเหมือนพรรคการเมืองดั้งเดิม...
พอพบช่องทางเขาก็ไม่รีรอ นอกจากซื้อนักการเมืองเข้ามุ้งตัวเองแล้ว ยังซื้อมุ้งและพรรคที่มีมุ้งเข้าพรรคตัวเอง รวมทั้งหาวิธีสยบให้นักการเมืองเหล่านั้น ไม่มีพยศต่อตัวเขาที่เป็นหน.พรรคอีกด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้ เขาจึงคุมส.ส.ในพรรคได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และยังมีอำนาจเลือกผู้สมัครคนไหน?ลงพื้นที่ไหน?ก็ได้ เนื่องจากเขามีหัวคะแนนที่เข้าถึงทุกพื้นที่ ไม่ใช่หัวคะแนนส.ส.แบบพรรคการเมืองทั่วไป
แต่หลังจากระเห็จถูกให้ออกไปนอกประเทศนานกว่า 10 ปี และกติกาใหม่ ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ช่องทางได้เปรียบต่างๆ ก็ถูกปิดไปแทบไม่เหลือ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า “ทักษิณ” จะพลิกเกมเอาชนะศึก “ชิงอำนาจ-ชิงเมือง” ครั้งสุดท้ายอย่างไร??
อยู่กับปัจจุบัน โดย พงษ์ศักดิ์ ศรีสด
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3491 ระหว่างวันที่ 28 - 31 กรกฎาคม 2562






