
นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เงื่อนไขประกันภัยรถยนต์ต่างกัน ขัดต่อหลักความเสมอภาคหรือไม่?
การประกันภัยรถยนต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ใช้รถยนต์ ทั้งผู้เอาประกันภัยที่เป็นเจ้าของรถยนต์และคู่กรณีผู้ประสบภัยจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยภายใต้การกำกับ ดูแล และควบคุมของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
โดยบุคคลที่ต้องการเอาประกันภัยต้องทำสัญญากับบริษัทประกันภัยโดยชำระค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง...
เมื่อปลายปี 2551 คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยได้ออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยรถยนต์ พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2552 กำหนดเงื่อนไขการคุ้มครองและการชำระค่าประกันภัยของ “นิติบุคคล” โดยข้อ 10 กำหนดให้นิติบุคคลตามกฎหมายมีสิทธิที่จะชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้ถึง 15 วัน นับแต่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้หรือเริ่มต้นมีผลคุ้มครอง
ความหมายก็คือ ถ้าเป็นกรณีที่นิติบุคคลซื้อประกันภัยรถยนต์จะได้รับความคุ้มครองก่อนและมีสิทธิจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์หลังจากกรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครองแล้วไม่เกิน 15 วัน
แต่หากเป็นกรณีบุคคลธรรมดาซื้อประกันภัยรถยนต์ผู้ขอเอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันก่อนจึงจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยและสัญญาประกันภัยจึงจะมีผลใช้บังคับ
ทำให้เกิดข้อพิพาทใน ศาลปกครองว่า การที่ข้อ 10 ของประกาศดังกล่าว ทำให้เกิดการใช้บังคับกฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ปัญหาว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคหรือไม่?
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้อธิบาย “หลักความเสมอภาค” ไว้ว่า ไม่ได้บังคับให้องค์กรของรัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลทุกคนอย่างเดียวกัน แต่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญ แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลและต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกัน
การปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญแตกต่างกันก็ดี หรือการปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกันก็ดี ย่อมขัดต่อหลักความเสมอภาค เช่น เป็นบุคคลธรรมดาเหมือนกัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติ ด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกันหรือเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
แต่ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ถือว่ามีสาระสำคัญของบุคคลแตกต่างกัน ก็อาจได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค เพราะถือว่ามีสาระสำคัญที่แตกต่างกัน
แม้นิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 67 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่นิติบุคคลเป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น การแสดง ออกซึ่งสิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลจะกระทำโดยผู้แทนนิติบุคคลภายในขอบวัตถุ ประสงค์ของนิติบุคคลเท่านั้น
เมื่อการดำเนินการเกี่ยวกับการเงินของนิติบุคคลจะมีขั้นตอนและวิธี การมากกว่าบุคคลธรรมดา เพราะมีขั้นตอนการแจ้งให้ชำระหนี้และการเบิกจ่ายเงินที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อน ซึ่งยุ่งยากกว่าบุคคลธรรมดาที่สามารถชำระหนี้ได้ทันที
ดังนั้น การเป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล จึงมีสาระสำคัญที่แตกต่างกัน
การที่หน่วยงานกำหนดขั้นตอนการชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลแตกต่างกันจึงสามารถกระทำได้ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาค(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 115/2562)
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้อธิบายหลักความเสมอภาคไว้อย่างละเอียดผู้สนใจจึงสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวข้างต้น...ครับ!! (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วน ศาลปกครอง 1355)
อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย นายปกครอง
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3482 วันที่ 27-29 มิถุนายน 2562






