
‘บิ๊กตู่’แบเบอร์!!! นั่งเก้าอี้‘นายกฯรอบ2’
งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่เป็นมงคลของชาติ “ส่วนสำคัญที่สุด” เพิ่งผ่านไปอย่างสมพระเกียรติ...ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจทุกขั้นตอน และล่าสุด กกต.ก็ประกาศรับรอง ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว แม้ผลเลือกตั้งจะยังไม่สมบูรณ์ 100%
เนื่องจากต้องรอผลการเลือกตั้งใหม่ (จากเขต 8 จ.เชียงใหม่) ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ก่อน...
แต่ ณ วันนี้ ประเทศไทย มีผู้ทรงเกียรติจากการเลือกตั้งเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” รวมแล้ว จำนวน 498 คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 95% ตามรัฐธรรมนูญกำหนด
เมื่อนาฬิกาการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเดินหน้าอีกครั้ง นั่นก็หมายความว่า ขั้นตอนต่อไป คือการมีรัฐสภา มีประธานสภา มีนายกฯ มีคณะรัฐบาลบริหารประเทศ โดยนับจากนี้ ทุกอย่างต้องเดินไปตาม “ตารางเวลา” ที่รัฐธรรมนูญระบุบ่งไว้ ถอยหลังไม่ได้!!!!
เริ่มจาก มาตรา 121 ที่บัญญัติ ว่า...
“ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก”
นั่นคือ เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงทำรัฐพิธี เปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีเป็นนัดแรกแล้ว ต่อจากนั้นก็จะก้าวสู่ขั้นตอนสำคัญ 2 ขั้นตอน คือ การประชุม ส.ส.เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อได้ตัวประธานแล้ว ก็ก้าวสู่ขั้นตอน ประชุมร่วม ส.ส.-ส.ว. จำนวน 750 คน เลือกตัวนายกฯ อย่างที่ทุกคนตั้งตาคอย...
ซึ่งถึงตอนนั้น ก็น่าที่จะคาดเดาได้ไม่ยากว่า คนที่ได้รับเลือกเป็น “นายกฯ รอบ 2” คงเป็นใคร?อื่นไปไม่ได้ นอกจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาคนเดียวเท่านั้น!!!!
แต่หยุดนาฬิกาการเมืองว่าด้วยตัวนายกฯ รอบ 2 ไว้แค่นี้ก่อน แล้วย้อนกลับไปดูรายชื่อ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” อีกครั้ง ว่าเมื่อ กกต.ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว จะมีผลลัพธ์ตามมาเป็นอย่างไร?บ้าง ที่เห็นชัดเจน คือ ตอนนี้มี 26 พรรคการเมือง ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่เมื่อนำไปบวกกับ ส.ส.เขตแล้ว จะเป็นตัวเลข ดังนี้ (ยกตัวอย่างเฉพาะพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยเพื่อความสังเขปของพื้นที่คอลัมน์)
• พรรคพลังประชารัฐ ปาร์ตี้ลิสต์ 18 + ส.ส.เขต 97 = 115 ที่นั่ง
• พรรคเพื่อไทย ส.ส.เขต = 136 ที่นั่ง (ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือแบบบัญชีรายชื่อเลย เพราะได้ที่นั่ง ส.ส.เขตเกินจำนวนส.ส.พึงมีตามกฎหมายกำหนดแล้ว)
ย้อนกลับไปดูรายชื่อ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” อีกครั้ง เพียงแวบแรกที่กวาดตาดูตัวเลขส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของ 13 พรรคเล็กที่ได้ที่นั่งพรรคละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 13 ที่นั่ง ตัวเลขดังกล่าว จะมีความหมายและเป็น “ตัวแปร” สำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อนำไปบวกรวมกับจำนวน ส.ส. (ทั้งหมด) ของพรรคพลังประชารัฐ (115 + 13 = 128) ทำให้คะแนนเสียงของ 2 ขั้ว-ฝ่าย กํ้ากึ่งสูสีขึ้นมาทันที...
วันนี้ พักเรื่องไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ส่วนใคร?จะมองว่าเป็นรัฐบาล “บิ๊กตู่” รอบ 2 เป็นรัฐบาลที่มีเสียง “ปริ่มนํ้า” ในสภาผู้แทนฯ หรือสภาล่าง แต่มีเสียง “ล้นเกิน” ในรัฐสภาหรือสภาสูง แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะมอง แต่เอาแค่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “เชน คัมแบ็ค” กลับมานั่งเก้าอี้ “นายกฯ คนที่ 30” ก่อน...
เช่นเดียวกับการจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” ของหลายพรรคการเมืองที่จะมาร่วมหอลงโรงกันว่า สามารถจัดสรร “โควตา” ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ได้ลงตัวหรือไม่?นั้นเป็นเรื่องอนาคต จะเอาเรื่องที่ยังไม่เกิดมาคิดเพื่อ “ลิดรอน” กำลังใจในปัจจุบันไปเพื่ออะไร?จริงมั้ยครับท่านผู้ชม แต่เอาไว้เป็น “ประเด็น” หรือหัวข้อที่จะนำมาวิเคราะห์กันในสัปดาห์หน้า
เนื่องจากทำไปทำมาอาจไม่มีอะไร?ในกอไผ่แบบเดียวกับการออกมาโวย รวมทั้ง “ขู่” ว่าจะฟ้อง กกต.ทำผิดมาตรานั้นมาตรานี้ ของ 2 พรรคใหญ่ คือเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ซึ่งแสดงอาการ “ไม่สบอารมณ์” อย่างยิ่งกับสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ กกต.ให้ “พรรคเล็ก” ที่ได้คะแนนตํ่ากว่า 70,000 ได้ที่นั่งพรรคละ 1 คน...เพราะคงไม่มีศาลไหน?รับคำร้อง!!!!
อยู่กับปัจจุบัน โดย พงษ์ศักดิ์ ศรีสด
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3469 ระหว่างวันที่ 12 - 15 พฤษภาคม 2562






