
ตามไปดู.. “เกษตรแปรรูป2แผ่นดิน” ต้นแบบความร่วมมือไทย-กัมพูชาตีตลาดโลก
ช่วงระหว่างวันที่ 22 – 26 เม.ย. 2562 ผมได้เดินทางไปเก็บข้อมูลมะม่วงแก้วขมิ้นที่จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา แล้วจัดสัมมนาที่จังหวัดจันทบุรี ที่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายทางวิชาการนำโดย ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ ดร.สมบัติ ฝอยทอง อ.ณมณ ศรหิรัญและ อ.ธัชนันท์ สังวาลย์ ภายใต้โครงการ ”หุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าสินค้าอุตสาหกรรม 4.0 จาก CLMVT สู่สากล” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
เมื่อพูดถึงคำว่า “CLMVT” ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ “จับต้องได้มากที่สุด” เพราะหลังจากเสร็จโครงการแล้วจะมีผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าเกษตรแปรรูปของสองประเทศภายในแบรนด์ “ลินจันท์” หรือ “Lin Chan” หรือ “สินค้าเกษตรแปรรูปสองแผ่นดิน” มีเป้าหมายในการวางตลาดที่ประเทศจีน ปีที่แล้วเป็น “น้ำมะม่วงสองแผ่นดิน” ปีนี้จะเป็นผลไม้กวนสองแผ่นดิน และน้ำผลไม้สองแผ่นดิน คือ “มังคุดจันทบุรีกับมะม่วงแก้วขมิ้นกวนสองแผ่นดิน” และ “น้ำสับปรดตราดสีทองกับมะม่วงแก้วขมิ้น” ที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดจันทบุรี (นำโดยนางนงเยาว์ สีสุโข ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสวนไร่ป๋า อ.เมือง จ.จันทบุรี) และตราด (นำโดยคุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธาน YEC จังหวัดตราด)
การนำสินค้าเกษตรของทั้งสองประเทศมาแปรรูปถือได้ว่าเป็นการยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตรร่วมกันเพื่อขายให้กับประเทศอาเซียนและนอกอาเซียน โครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเลือกจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดไพลินเพื่อนำร่องความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรของทั้งสองพื้นที่ (ไทยกับกัมพูชา) ในเบื้องต้นภายในโครงการนี้ได้เกิดการซื้อขายมะม่วงแก้วขมิ้นระหว่างนักธุรกิจของไทยกับนายบุญชาย เสาร์รอด นักธุรกิจนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นมาจากจังหวัดพระตะบองและไพลินจำนวน 20 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง และน้ำมะม่วง นี้คือหนึ่งความร่วมมือเรียกได้ว่า "ต้นแบบในการร่วมกันพัฒนาสองประเทศผ่านทางสินค้าเกษตร"
ในอนาคตอาจจะเป็นสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของกัมพูชา เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์กัมพูชากับสินค้าเกษตรของไทย เพราะกัมพูชามีผลผลิตของเม็ดมะม่วงหินพานต์ปลูกแถวจังหวัดกัมปงตม พระวิหาร กระแจะ และรัตนคีรี ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งไปขายในนามผลผลิตเวียดนาม มะม่วงแก้วขมิ้น ถือได้ว่าเป็น “วาระแห่งชาติของกัมพูชา” เพราะปลูกกันทุกจังหวัด ปัจจุบันผลิตทั้งประเทศ 1 ล้านตัน ในอีก 5 ปีข้างหน้าผลิตเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน ทำให้ Miss Ponny Chran CEO บริษัท Angkor Harvest ที่เป็นบริษัทร่วมทุนกับ “Investment Fund” ชื่อว่า “Infracoasia” ต้องการหาหุ้นส่วนทางธุรกิจไทยเพื่อไปทำมะม่วงแปรรูปในกัมพูชา กัมพูชามีมะม่วงหลากหลายชนิด เช่น มะม่วงแก้วจัน (Keo Chen) มะม่วงแก้วละเมียด (Keo Lamiet) หรือ “แก้วขมิ้น” มะม่วงแก้วละมุน (Keo Lamut) และมะม่วงแก้วพงมอน (Keo Pong Morn) เป็นต้น
สำหรับมะม่วงที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยปริมาณมากในขณะนี้คือ “มะม่วงแก้วขมิ้น” ส่วนใหญ่ปลูกในจังหวัดกัมพงสปรือ (Kampong Speu) มีสัดส่วนร้อยละ 60 บนพื้นที่ปลูก 243,750 ไร่ ให้ผลผลิต 600 ถึง 700 ตันต่อปี ที่เหลือปลูกในจังหวัดพระตะบองและจังหวัดอื่นๆ มะม่วงแก้วขมิ้นมีการนำเข้ามากที่สุดที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี (ห่างจากกัมพงสปรือ 400 กม. และกัมพงสปรือห่างจากด่านถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 270 กม.) การนำเข้ามะม่วงที่ด่านบ้านผักกาดเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จาก 800 ตัน ในปี 2556 เป็น 2,000 ตันในปี 2561
ล้งไทยที่ตั้งอยู่ที่ตลาด 3 แผ่นดิน (ไทย กัมพูชาและเวียดนาม) ที่ด่านบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ให้ข้อมูลว่ามีการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชากิโลกรัมละ 7 บาท แล้วขายต่อให้กับโรงงานในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดภาคเหนือในราคา 8 บาท (มะม่วงบรรจุใส่ถุงพาลสติก) สัดส่วน 70 % ซึ่งมารับซื้อเองเพื่อไปทำมะม่วงอบแห้งและขายให้กับผู้ซื้อรายย่อยในตลาด (ในตะกร้าๆ 25 กก.) สัดส่วน 20% ที่เหลือส่งออกไปอาเซียน มีการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นมาขายวันละ 70 ตัน หรือเดือนละ 200 ตัน
ประเด็นของมะม่วงแก้วขมิ้นในขณะนี้คือ 1.การออกระเบียบการนำเข้ามะม่วง ทำให้ล้งไทยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังสินค้าอื่น ๆ ที่มาจากเวียดนามก็ยังไม่มี Form D เช่น แก้วมังกร มะพร้าว พริก และมะนาว แม้ว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพี่มขึ้นก็ตามเพื่อให้ถูกต้องตามประกาศข้างต้น บริษัทไทยก็จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนในถูกต้อง และมะม่วงที่นำเข้ามาบางครั้งมีการสำแดงไม่ตรงกันกับเอกสาร 2.กัมพูชาจะเป็นกลายแหล่งโรงงานแปรรูปมะม่วงและศูนย์กลางการซื้อขายมะม่วงแก้วขมิ้นอาเซียน เพราะขณะนี้นักธุรกิจจีน และบริษัทฮุนไดร่วมทุนกับกลุ่มทุนกัมพูชาตั้งโรงงานแปรรูปหลายแห่ง 3.กัมพูชากำลังยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งประเทศเป็นแบบ “GAP” ร่วมกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ผ่านการทำ “Contract Farming” 4.นักธุรกิจกัมพูชากำลังหาหุ้นส่วนทางธุรกิจในการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อขายในประเทศนอกอาเซียน
ส่วนเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้มะม่วงแก้วขมิ้นเข้ามาในประเทศไทยมากเพราะ 1.ความต้องการมะม่วงแก้วขมิ้นทั้งจากผู้บริโภคในประเทศไทยและโรงงานแปรรูปที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดแอฟริกาและยุโรป 2.ผลผลิตต่อไร่มะม่วงแก้วขมิ้นสูงกว่ามะม่วงอื่นของไทย (แก้วขมิ้น 3 ตันต่อไร่ แก้วไทย 2.7 ตันต่อไร่ และโชคอนันต์อยู่ที่ 2.3 ตันต่อไร่และเมื่อเทียบ 1 ผลของแก้วไทยและแก้วขมิ้นที่มีน้ำหนักเท่ากัน แก้วขมิ้นจะให้ปริมาณเนื้อมะม่วงมากกว่า 10% เพราะเนื้อเยอะเมล็ดเล็ก) 3.รสชาติมะม่วงแก้วขมิ้นมี 3 รส (เปรี้ยว หวาน มัน) และสีเหลืองขมิ้นที่สวย มะม่วงพันธุ์ไทยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับแก้วขมิ้นคือ “มะม่วงมันขายตึก” 4.ผลผลิตมะม่วงพันธุ์ไทยบางชนิดลดลงและหากินได้ยากมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “มะม่วงแก้วไทย” 5.ราคาถูกเมื่อเทียบกับมะม่วงชนิดอื่นๆ แก้วขมิ้น 20-30 บาทต่อกก. และ 6.เป็นมะม่วงที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งและมีช่อดอกที่แข็งแรงทำให้ติดผลดก ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ปัจจุบันเกษตรกรได้หันมาปลูกแก้วขมิ้นมากขึ้น เช่น ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เกษตรกรปลูก 40 ไร่ ได้ผลผลิต 120,000 กก.ต่อปี ขายส่ง กก.ละ 20 บาท ทำให้มีรายได้หักค่าใช้จ่าย เหลือ 2 ล้านบาทต่อปี หรือเดือนละ 160,000 บาท






