
กรรมของ‘ฟ้า’... : ฟ้าลิขิต!?
คอลัมน์ อยู่กับปัจจุบัน ฐานเศรษฐกิจ 28 เมษายน-1พฤษภาคม 2562
โดย พงษ์ศักดิ์ ศรีสด
อุณหภูมิการเมือง (ยัง) ร้อนอย่างต่อเนื่อง และคงจะร้อนยิ่งขึ้นหากยังไม่มีข้อยุติหรือจัดการเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งวิธีปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งหากใช้ไม่ถูกต้องตามครรลอง เรื่องที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็น “นํ้าผึ้งหยดเดียว” และเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ในที่สุด
ผมกำลังพูดถึงปัญหาที่พลพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะแกนนำ “หลัก” สำคัญ คือ “ธนาธรและปิยบุตร” กำลังเผชิญอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ยามนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่พี่น้องคนไทยเกือบทุกหมู่เหล่าให้ความสนใจ โดยเห็นได้จากปรากฏการณ์ในโลกโซเชียลที่โพสต์และแชร์กันรัวๆ แบบแบ่งข้าง “เชียร์” กันชัดเจนขณะนี้
หลังจากสำนักข่าวอิศรา ได้รายงานข่าวกรณีการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกับนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (ภรรยา) อยู่ก่อนที่นายธนาธรจะจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยทั้ง 2 คน ถือครองหุ้นรวมกันจำนวน 900,000 หุ้น มูลค่า 9 ล้านบาท
บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ปรากฏวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์ โดยเป็นเจ้าของนิตยสารสำคัญหลายฉบับ แต่ปัญหาของเรื่องอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มาตรา 98 บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
...(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42 ก็บัญญัติไว้เช่นเดียวกันว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ...”
จริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้ประกาศให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่นายธนาธรจะก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองเสียอีก ประเด็นจึงอยู่ที่ข้อกฎหมายระบุชัดเจนว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ มิได้
และล่าสุด กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา “ธนาธร” ว่าถือครองหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” และขีดเส้นตายให้ชี้แจงภายใน 7 วันแล้ว ซึ่งนายธนาธรต้องไปชี้แจงด้วยเหตุและผลอย่างตรงไป-ตรงมา ไม่ใช่ออกมาชี้แจงถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ตนมีหุ้นธุรกิจในเครือซัมมิทมูลค่า 5,000 ล้านบาท ว่าใช้แนวทาง Blind trust หรือกระทั่งตอบโต้ว่า เป็นการทำลายทางการเมือง
เพราะไม่ใช่ประเด็น....
เช่นเดียวกับการโพสต์ข้อความถึงแฟนคลับ ว่า “รีบกลับไปเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อันไม่คาดคิด” เนื่องจากอาจมีคดีอาญาพ่วงซํ้าเพิ่มมาอีกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รู้ตัวเองอยู่แล้ว ว่าขาดคุณสมบัติแต่ก็ใส่ชื่อตัวเองใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งยังเซ็นชื่อรับรองผู้สมัคร ส.ส.เขตที่ขาดคุณสมบัติด้วย
จึงไม่แปลกที่จะมี “ข่าวปล่อย-ข่าวลือ” ว่า การเลือกตั้ง 24 มีนาคม เป็นหนังซีรีส์ และมองเห็นเส้นทางการเมืองต่อไปว่าจะไปสิ้นสุดที่...อนาคตใหม่ เพื่อไทย เสรีรวมไทย เพื่อชาติ พลังปวงชนชาวไทย และพรรคประชาชาติ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะถูก “ยุบ” พรรค!?!?
สำหรับพรรคที่จะถูกยุบก่อนใคร? คือ พรรคอนาคตใหม่ ทั้งจากสาเหตุที่ “นายธนาธร” เซ็นชื่อรับรองผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติ ถูกยุบพรรคมากสุด และการอนุมัติผู้ลงสมัคร ส.ส. ซึ่งต้องเป็นมติของกรรมการบริหารพรรค เมื่อกรรมการบริหารพรรคร่วมกันทำผิดกฎหมายเองเช่นนี้ จึงยากที่จะพ้นสันดอน “ยุบพรรค”






