
อยู่กับปัจจุบัน : อวสาน... ‘ไทยรักษาชาติ’กับ‘ระบอบทักษิณ’!?
“ใกล้เข้ามาอีกนิด ชิดๆ เข้าไปอีกหน่อย....”
หลังจาก “คณะตุลาการ” ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ขอให้ศาลฯ วินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กรณีเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็น “แคนดิเดตนายกฯ” ในบัญชีของพรรค...
ตามที่ กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ไปก่อนหน้านี้ ว่าเข้าข่าย “เป็นปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีหลักฐานชัดเจน คือ ทั้งหนังสือยินยอมการเสนอชื่อฯ และหนังสือยินยอมการให้เสนอชื่อฯ รวมทั้งพระราชโองการ เมื่อคํ่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562
จากนั้นสำนักงานศาลฯ ได้นำสำเนาเอกสารเผยแพร่สื่อมวลชนแทนการแถลงข่าว ระบุว่า ศาลฯ ได้พิจารณาแล้ว เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อศาลฯ หลายราย และศาลฯ ได้อภิปราย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้...จึงไม่ต้องทำการไต่สวน โดยกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 7 มีนาคมนี้ เวลา 13.30 น.
เฉพาะอย่างยิ่งการออกมา “ดิ้น-สู้” ของชาวพลพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่พยายามจะยื้อคดีอย่างสุดฤทธิ์ ตั้งแต่ให้ทนายยื่นคำร้องคัดค้าน กกต. โดยนำเอกสาร หลักฐานต่างๆ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังกล่าวหา กกต.ด้วยว่า พิจารณาคดีแบบรวบรัด ไม่มีการไต่สวนตาม “ขั้นตอน”
ที่สำคัญ คือ ยังถลำ “ลึก” ไปขุดเอาเอกสารการแปรญัตติของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2489 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลาออกจากฐานันดร ของพระบรมวงศานุวงศ์ ส่งให้ศาลฯ ใช้ประกอบการพิจารณา ว่าเมื่อลาออกจากฐานันดรแล้ว ก็ย่อมเป็นสามัญชน...นอกจากนั้นยังยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้เพิกถอนมติกกต. ที่เสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคด้วย
สรุปสั้นๆ ก็คือ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ยุบพรรค ตามมติ กกต.ก็จะต้องรอให้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน ว่า มติ กกต. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?เสียก่อน โดยเฉพาะถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคก่อนวันที่ 24 มีนาคม ก็จะกระทบสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรค ที่ส่งผู้สมัครทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขตเลือกตั้ง...
นอกจากนั้นก็ยังหวังด้วยว่า ศาลปกครองกลางจะเรียก “ไต่สวนบุคคล” เพื่อยื้อเวลาการพิจารณาตัดสินออกไปให้นานที่สุด หรืออย่างน้อย ก็ขอให้ผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการรับรองผลการเป็นส.ส.ไปก่อน เรียกว่าหาช่องแย้ง-หรือหาช่องยื้อ กันทุกเม็ดเลยก็ว่าได้ และประเด็นการยื้อนี้ ยังมี “นัย” ซ่อนไว้อีกช่องทางหนึ่งด้วย
และอย่างหลัง กกต.ต้องเดือดร้อนจัดเลือกตั้งใหม่ สิ้นเปลืองงบประมาณ สู้ยุบให้รู้แล้ว-รู้รอดไปเลยไม่ได้ เพราะเป็นที่รู้กันมานมนานตั้งแต่ “นายใหญ่-ดูไบ” ประกาศยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน-รวมกันตี” เพื่อสู้กับ “รัฐบาลและคสช.” แล้วว่าพรรคตระกูลเพื่อ หรือพรรคเครือข่าย (ทั้งหลาย) มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร?...ชัดเจนซะขนาดนี้ จะมัวรออะไรอยู่อีกล่ะ จบข่าวไปเลยก็ดีเนอะ
| คอลัมน์ : อยู่กับปัจจุบัน
| โดย : พงษ์ศักดิ์ ศรีสด
| หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3450 หน้า 14 ระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค.2562






