
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเรื่อยมาตั้งแต่ปลายปี 2015 คือในเดือนธันวาคม 2015 และ 2016 แต่ในปี 2017 และ 2018 ธนาคารกลาง สหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง และ 4 ครั้งตามลำดับ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและกำลังพยายามปรับตัวเข้าไปสู่ระดับธรรมชาติหลังจากวิกฤติทางการเงินในปี 2008 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2018 เป็นปีที่ดีที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากวิกฤติทางการเงิน การเติบโตของปี 2018 อยู่ที่ 3% อัตราการว่างงานอยู่ในระดับ 3.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.9%
ธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าปี 2019 จะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งให้อยู่ที่ 3% ดังนั้นนโยบายทางการเงินจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการเติบโตที่น้อยลงในปีนี้ การเติบโตจะเท่ากับ 2.3% ซึ่งก็ยังคงสูงกว่าการเติบโตที่ระดับธรรมชาติ อัตราการว่างงานจะลดตํ่าลงไปอีกเล็กน้อยอยู่ที่ 3.5% และเงินเฟ้อยังอยู่ที่ 1.9% ใกล้เคียงกับกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายที่เคลื่อนที่รอบๆ 2% อย่างสมมาตร
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อยู่ในช่วงขาขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ส่งผลกระทบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามไปด้วย เพื่อลดแรงกดดันของเงินเฟ้อ และป้องกันเงินทุนไหลออกหรือรักษาระดับของค่าเงิน อาทิ ประเทศอังกฤษ แคนาดา อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับเดิมคือ 1.5% จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2018 จึงได้ปรับขึ้นเป็น 1.75% การที่ธนาคารกลางของไทยเพิ่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เนื่องมาจากว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพและเพื่อต้อง การให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่อัตราดอกเบี้ยตํ่าเป็นเวลานานๆ จะทำให้การออมลดลง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจะส่งผลกระทบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะมีทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน อาทิ การตัดสินใจที่จะบริโภค ซื้อบ้าน ซื้อตราสารหนี้หรือออมเงิน และกระทบกับธุรกิจในการระดมทุนสำหรับลงทุน ขยายกิจการ ซึ่งจะมีผลที่สำคัญต่อสภาวะเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจดีมีการขยายตัว การว่างงานอยู่ในระดับตํ่า เงินเฟ้อไม่สูงมากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ในขณะที่เศรษฐกิจถดถอยจะมีอัตราดอกเบี้ยในระดับตํ่า
นอกจากนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีผลกระทบต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ด้วย ซึ่งเส้นอัตราผลตอบแทนคือเส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือแตกต่างกัน แต่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องเหมือนกัน เส้นอัตราผลตอบแทนอธิบายโครงสร้างของอัตราดอกเบี้ยสำหรับตราสารหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ของรัฐหรือพันธบัตรรัฐบาล
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ จะมีความเคลื่อนไหวใกล้ชิดกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯจะมีการเคลื่อนไหวแม้ว่าจะไปทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่จะไม่ใกล้ชิดกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แบบผกผันอย่างชัดเจนกับส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้รัฐบาล 10 ปี กับ 1 ปี ซึ่งถูกเรียกว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (yield spread)
กล่าวคือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเพิ่มตามในอัตราส่วนเดียวกัน และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวก็จะเพิ่มแต่จะเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่า ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่แบนลง
ในทางตรงกันข้ามถ้าอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงจะทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่ชันขึ้น การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากปี 2015-ปัจจุบัน ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่แบนลงหรือผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาวไม่ต่างกันมาก วันที่ 8 มกราคม 2019 ส่วนต่างผลตอบแทนของสหรัฐฯ อยู่ที่ 0.43%
สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันอย่างใกล้ชิด อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยมีแนวโน้มไปทางเดียวกันแต่จะเคลื่อนไหวไม่ใกล้ชิดเท่ากับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ประกอบกับจะมีความผันผวนมากกว่า ความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับส่วนต่างอัตราผลตอบ แทนไม่มีรูปแบบที่แน่นอนชัดเจนเหมือนของสหรัฐฯ
ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2014 อัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อยๆ ลดลงเรื่อยมา แต่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนมีความผันผวน อย่างไรก็ตามปี 2018 แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคงอยู่ที่ระดับเดิมคือ 1.5% จนกระทั่งถึงปลายปี แต่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากสหรัฐฯ อยู่ในช่วงปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น และส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนลดลงหรือเส้นผลตอบแทนของไทยมีแนวโน้มที่แบนลง วันที่ 10 มกราคม 2019 ส่วนต่างผลตอบแทนของไทยอยู่ที่ 0.81%
สามารถอธิบายเส้นอัตราผลตอบแทนได้ว่า อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ระยะยาวจะเท่ากับค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น คาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นตลอดชั่วอายุของตราสารหนี้ระยะยาวบวกกับส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่อง ซึ่งตอบสนองต่ออุปสงค์และอุปทานของตราสารหนี้นั้น นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะชอบตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากตราสารหนี้เหล่านี้มีความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยตํ่า
ด้วยเหตุผลนี้นักลงทุนจึงต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องเพื่อเป็นแรงจูงใจในการถือตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องเป็นบวก ส่วนชดเชยความเสี่ยงโดยปกติแล้วจะมีค่าเป็นบวกและมีค่ามากขึ้นเมื่ออายุคงเหลือมากขึ้น เส้นอัตราผลตอบแทนจึงบรรจุข้อมูลการคาดการณ์ของตลาดต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคต เมื่อเส้นผลตอบแทนมีลักษณะที่ชันขึ้นหรืออัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ระยะสั้น จะหมายถึงตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตจะสูงขึ้นหรือเศรษฐกิจจะดีในอนาคต
ในทางตรงกันข้ามเมื่อเส้นอัตราผลตอบแทนมีลักษณะชันลง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะตํ่ากว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องในระยะยาวไม่สามารถหักล้างการลดลงอย่างมากของอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ระยะสั้นได้ เราจึงสามารถทราบการคาดการณ์ของตลาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตจะไปในทิศทางใด โดยการดูที่ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน
ในกรณีที่เส้นอัตราผลตอบแทนแบนจึงหมายความว่าตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นในอนาคตจะตํ่าลง หรือเศรษฐกิจในอนาคตจะซบเซา ดังนั้นแนวโน้มที่แบนลงของเส้นอัตราผลตอบแทนของไทยหมายความว่า ตลาดคาดการณ์ว่าในอนาคตเศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโต แต่จะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลง เงินเฟ้อลดลง
จะเห็นได้ว่าทั้งสภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2019 นี้จะมีการเติบโตที่ลดลง คือการเติบโตอยู่ที่ 4% ปรับตัวลดลงจากปี 2018 ที่มีการเติบโต 4.2% นอกจากนี้เส้นอัตราผลตอบแทนเป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นประโยชน์ต่อท่าทีของนโยบายทางการเงินอีกด้วย
เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่แบนลงของไทย หมายถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินในอนาคตที่ตึงตัว ปีนี้เราคงได้เห็นธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3436 ระหว่างวันที่ 17 - 19 มกราคม 2562
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและกำลังพยายามปรับตัวเข้าไปสู่ระดับธรรมชาติหลังจากวิกฤติทางการเงินในปี 2008 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2018 เป็นปีที่ดีที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากวิกฤติทางการเงิน การเติบโตของปี 2018 อยู่ที่ 3% อัตราการว่างงานอยู่ในระดับ 3.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.9%
ธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าปี 2019 จะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งให้อยู่ที่ 3% ดังนั้นนโยบายทางการเงินจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการเติบโตที่น้อยลงในปีนี้ การเติบโตจะเท่ากับ 2.3% ซึ่งก็ยังคงสูงกว่าการเติบโตที่ระดับธรรมชาติ อัตราการว่างงานจะลดตํ่าลงไปอีกเล็กน้อยอยู่ที่ 3.5% และเงินเฟ้อยังอยู่ที่ 1.9% ใกล้เคียงกับกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายที่เคลื่อนที่รอบๆ 2% อย่างสมมาตร
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อยู่ในช่วงขาขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ส่งผลกระทบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามไปด้วย เพื่อลดแรงกดดันของเงินเฟ้อ และป้องกันเงินทุนไหลออกหรือรักษาระดับของค่าเงิน อาทิ ประเทศอังกฤษ แคนาดา อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับเดิมคือ 1.5% จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2018 จึงได้ปรับขึ้นเป็น 1.75% การที่ธนาคารกลางของไทยเพิ่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เนื่องมาจากว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพและเพื่อต้อง การให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่อัตราดอกเบี้ยตํ่าเป็นเวลานานๆ จะทำให้การออมลดลง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจะส่งผลกระทบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะมีทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน อาทิ การตัดสินใจที่จะบริโภค ซื้อบ้าน ซื้อตราสารหนี้หรือออมเงิน และกระทบกับธุรกิจในการระดมทุนสำหรับลงทุน ขยายกิจการ ซึ่งจะมีผลที่สำคัญต่อสภาวะเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจดีมีการขยายตัว การว่างงานอยู่ในระดับตํ่า เงินเฟ้อไม่สูงมากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ในขณะที่เศรษฐกิจถดถอยจะมีอัตราดอกเบี้ยในระดับตํ่า
นอกจากนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีผลกระทบต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ด้วย ซึ่งเส้นอัตราผลตอบแทนคือเส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือแตกต่างกัน แต่มีความเสี่ยงและสภาพคล่องเหมือนกัน เส้นอัตราผลตอบแทนอธิบายโครงสร้างของอัตราดอกเบี้ยสำหรับตราสารหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ของรัฐหรือพันธบัตรรัฐบาล
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ จะมีความเคลื่อนไหวใกล้ชิดกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯจะมีการเคลื่อนไหวแม้ว่าจะไปทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่จะไม่ใกล้ชิดกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แบบผกผันอย่างชัดเจนกับส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างตราสารหนี้รัฐบาล 10 ปี กับ 1 ปี ซึ่งถูกเรียกว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (yield spread)
กล่าวคือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเพิ่มตามในอัตราส่วนเดียวกัน และอัตราดอกเบี้ยระยะยาวก็จะเพิ่มแต่จะเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่า ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่แบนลง
ในทางตรงกันข้ามถ้าอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงจะทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่ชันขึ้น การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากปี 2015-ปัจจุบัน ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่แบนลงหรือผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาวไม่ต่างกันมาก วันที่ 8 มกราคม 2019 ส่วนต่างผลตอบแทนของสหรัฐฯ อยู่ที่ 0.43%
สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน กล่าวคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันอย่างใกล้ชิด อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยมีแนวโน้มไปทางเดียวกันแต่จะเคลื่อนไหวไม่ใกล้ชิดเท่ากับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ประกอบกับจะมีความผันผวนมากกว่า ความสัมพันธ์ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับส่วนต่างอัตราผลตอบ แทนไม่มีรูปแบบที่แน่นอนชัดเจนเหมือนของสหรัฐฯ
ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2014 อัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อยๆ ลดลงเรื่อยมา แต่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนมีความผันผวน อย่างไรก็ตามปี 2018 แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคงอยู่ที่ระดับเดิมคือ 1.5% จนกระทั่งถึงปลายปี แต่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากสหรัฐฯ อยู่ในช่วงปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น และส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนลดลงหรือเส้นผลตอบแทนของไทยมีแนวโน้มที่แบนลง วันที่ 10 มกราคม 2019 ส่วนต่างผลตอบแทนของไทยอยู่ที่ 0.81%
สามารถอธิบายเส้นอัตราผลตอบแทนได้ว่า อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ระยะยาวจะเท่ากับค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น คาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นตลอดชั่วอายุของตราสารหนี้ระยะยาวบวกกับส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่อง ซึ่งตอบสนองต่ออุปสงค์และอุปทานของตราสารหนี้นั้น นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะชอบตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากตราสารหนี้เหล่านี้มีความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยตํ่า
ด้วยเหตุผลนี้นักลงทุนจึงต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องเพื่อเป็นแรงจูงใจในการถือตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องเป็นบวก ส่วนชดเชยความเสี่ยงโดยปกติแล้วจะมีค่าเป็นบวกและมีค่ามากขึ้นเมื่ออายุคงเหลือมากขึ้น เส้นอัตราผลตอบแทนจึงบรรจุข้อมูลการคาดการณ์ของตลาดต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคต เมื่อเส้นผลตอบแทนมีลักษณะที่ชันขึ้นหรืออัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตราสารหนี้ระยะสั้น จะหมายถึงตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตจะสูงขึ้นหรือเศรษฐกิจจะดีในอนาคต
ในทางตรงกันข้ามเมื่อเส้นอัตราผลตอบแทนมีลักษณะชันลง อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะตํ่ากว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากส่วนชดเชยความเสี่ยงจากสภาพคล่องในระยะยาวไม่สามารถหักล้างการลดลงอย่างมากของอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ระยะสั้นได้ เราจึงสามารถทราบการคาดการณ์ของตลาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตจะไปในทิศทางใด โดยการดูที่ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน
ในกรณีที่เส้นอัตราผลตอบแทนแบนจึงหมายความว่าตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นในอนาคตจะตํ่าลง หรือเศรษฐกิจในอนาคตจะซบเซา ดังนั้นแนวโน้มที่แบนลงของเส้นอัตราผลตอบแทนของไทยหมายความว่า ตลาดคาดการณ์ว่าในอนาคตเศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโต แต่จะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลง เงินเฟ้อลดลง
จะเห็นได้ว่าทั้งสภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2019 นี้จะมีการเติบโตที่ลดลง คือการเติบโตอยู่ที่ 4% ปรับตัวลดลงจากปี 2018 ที่มีการเติบโต 4.2% นอกจากนี้เส้นอัตราผลตอบแทนเป็นตัวบ่งชี้ที่เป็นประโยชน์ต่อท่าทีของนโยบายทางการเงินอีกด้วย
เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มที่แบนลงของไทย หมายถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินในอนาคตที่ตึงตัว ปีนี้เราคงได้เห็นธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3436 ระหว่างวันที่ 17 - 19 มกราคม 2562






