
การไล่ทันกันของเศรษฐกิจ
ประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญประเด็นหนึ่งคือ เรื่องของการไล่ทันกันทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น เป็นไปได้หรือไม่ที่เศรษฐกิจเวียดนามจะไล่ทันเศรษฐกิจไทย หรือเศรษฐกิจจีนและมาเลเซียจะทิ้งห่างเศรษฐกิจไทยไปได้เร็วและไกลกว่าที่เป็นอยู่ เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการเติบโตที่ตํ่ากว่าเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา เสมอไปหรือไม่
การไล่ทันกันของเศรษฐกิจเป็น การเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของ 2 เศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่มีรายได้ตํ่ากว่าจะมีรายได้ลู่เข้าและเทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงกว่าได้หรือไม่ และภายใต้เงื่อนไขอะไร
สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) พบว่าการเติบโตของประเทศที่มีรายได้น้อยกว่าจะสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูง ทำให้ประเทศที่มีรายได้น้อยกว่ามีรายได้สูงขึ้นและเทียบเท่ากับประเทศที่มีรายได้สูง อาทิ รายได้ต่อหัวแท้จริงของ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาในปี 1950 อยู่ที่ 6,500 2,800 9,600 และ 12,700 ดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ
ต่อมาในปี 2011 รายได้ของ 4 ประเทศนี้ตามลำดับคือ 29,500 31,800 32,000 และ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ การเติบโตเฉลี่ยของแต่ละประเทศคือ 2.5, 4.1, 2.0, 2.0% ตามลำดับ ในกรณีนี้ประเทศญี่ปุ่นมีรายได้น้อยสุดในปี 1950 และมีการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มคือ 4.1% และลู่เข้าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร
สำหรับประเทศฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกันคือเติบโตเร็วกว่าสหราชอาณาจักรและลู่เข้าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร และแต่ละประเทศก็มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ต่อหัวเทียบเท่ากับสหรัฐอเมริกา
คำอธิบายที่เป็นไปได้คือเศรษฐกิจเหล่านี้มีตัวแปรพื้นฐานที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ใกล้เคียงกัน อาทิเช่น การออม อัตราการเติบโตของประชากร อัตราค่าเสื่อมของทุน สัดส่วนของทุนและแรงงานที่ใช้ในการผลิต และเทคโนโลยี
สำหรับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย พบว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เหมือนกัน คือมีความสัมพันธ์เชิงลบของระดับรายได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่มีรายได้น้อยกว่าจะมีการเติบโตที่สูงกว่าและจะลู่เข้าหรือไล่ทันประเทศที่มีรายได้สูงกว่า
อาทิ ในปี 1961 จีนและไทยมีรายได้แท้จริงต่อหัว 139 และ 584 ดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ หรือไทยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าจีนถึง 4.2 เท่า ในปี 2000 ไทยมีรายได้ต่อหัวมากกว่าจีน 2 เท่า ต่อมารายได้ต่อหัวของจีนใกล้เคียงกับของไทยหรือไล่ทันเศรษฐกิจไทยในปี 2013 ที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาประเทศโดยรวมทั้งหมดจะไม่พบความสัมพันธ์เชิงลบของระดับรายได้ต่อหัวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ละประเทศจะลู่เข้าระดับรายได้ในระยะยาวของประเทศตัวเอง ซึ่งกำหนดโดยตัวแปรพื้นฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เป็นของประเทศตัวเอง ถ้าประเทศใดอยู่ห่างไกลจากระดับรายได้ระยะยาวของตัวเองมาก จะมีการเติบโตที่สูงกว่า ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่จนกว่าหรือรวยกว่า
ดังนั้นประเทศที่มีรายได้ตํ่าหรือจนกว่าจะมีการเติบโตที่ตํ่ากว่าประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าประเทศที่มีรายได้ตํ่าอยู่ใกล้ระดับรายได้ในระยะยาวของตัวเองมากกว่า
และในทำนองเดียวกันประเทศที่มีรายได้สูง สามารถมีการเติบโตที่สูงกว่าประเทศที่มีรายได้ตํ่า ถ้าประเทศที่มีรายได้สูงอยู่ห่างจากระดับรายได้ระยะยาวของตัวเองมากกว่า จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่ประเทศพัฒนาแล้วจะมีการเติบโตที่ตํ่ากว่าประเทศกำลังพัฒนา
ประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้สูงเปรียบเสมือนรถที่มีเครื่องยนต์ 2200 cc ประเทศที่กำลังพัฒนามีรายได้ปานกลางเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ 1200 cc เครื่องยนต์ 1200 cc ทำให้รถวิ่งได้เร็วระดับหนึ่ง แต่เมื่อวิ่งแล้วจะไม่สามารถเร่งเครื่องให้ทันรถเครื่องยนต์ 2200 cc ได้
การยกระดับเศรษฐกิจจากประเทศรายได้ปานกลางไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่รายได้สูงเกิดขึ้นได้โดยการยกเครื่อง 1200 cc ออกและเอาเครื่อง 2200 cc ใส่แทน หรือเปลี่ยนเครื่องจักรการเติบโต เครื่องจักรการเติบโตของประเทศรายได้ปานกลาง เช่นประเทศไทยเรา คือการพึ่งพาแต่ทุนกายภาพ การท่องเที่ยว และการรับจ้างผลิตและส่งออกสินค้าเทคโน โลยี เช่น รถยนต์ และชิ้นส่วน อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถูกออกแบบมาจากประเทศอื่น ไม่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นของตัวเอง ทำให้ศักยภาพในการผลิตตํ่า
ในขณะที่เครื่องจักรการเติบโตของประเทศรายได้สูงคือศักยภาพการผลิตที่สูงซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ก่อให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ออกแบบผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด
ในปี 2017 ประเทศเวียดนามแม้ว่ามีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าไทยประมาณ 3.3 เท่า แต่ว่ามีเงินลงทุนจากต่างประเทศและมีการย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนามมาก เนื่องจากแรงงานราคาถูกและมีคุณภาพที่ใช้ได้ ตลาดในประเทศมีขนาดใหญ่เพราะประชากรมาก ประกอบกับนโยบายของรัฐที่มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามมีเสถียรภาพ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อีกร่วมทศวรรษ
ถ้าเวียดนามสามารถใช้โอกาสที่ดีนี้ทำให้เกิดการส่งผ่านเทคโนโลยีไปสู่เศรษฐกิจของเวียดนามได้ เวียดนามจะมีเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมก่อให้เกิดศักยภาพในการผลิตที่สูงขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่รายได้ของเวียดนามจะไล่ทันรายได้ของไทย ถ้าไทยยังคงมีกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบประเทศรายได้ปานกลาง
รายได้ต่อหัวของจีนไล่ทันและแซงของไทยไปแล้ว รายได้ของมาเลเซียทิ้งห่างรายได้ของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนและมาเลเซียเริ่มมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงกว่าไทย ถ้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนและมาเลเซียหนีห่างของไทย รายได้ของจีนและมาเลเซียก็จะทิ้งห่างไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และจะขยับเข้าใกล้กลุ่มประเทศรายได้สูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่องว่างของรายได้ระหว่างจีนและมาเลเซีย กับไทยจะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ถดถอยลงไปอีก เนื่องจากเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า การลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนในไทยจะน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตและบริการที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ผลคือ การศึกษาและแรงงานไทยจะไม่พยายามเสริมสร้างทักษะทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพราะขาดแคลนตลาดรองรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ ปีนห่วงโซ่มูลค่าผลิตสินค้าและบริการเทคโนโลยีขั้นสูงได้ รายได้ในระยะสั้นลดลงซึ่งไปลดการสะสมทุน ระยะยาวจะมีหนี้ต่างชาติสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทย วนเวียนอยู่แต่ในระดับรายได้ปานกลาง
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา
ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3422 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2561
การไล่ทันกันของเศรษฐกิจเป็น การเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของ 2 เศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่มีรายได้ตํ่ากว่าจะมีรายได้ลู่เข้าและเทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงกว่าได้หรือไม่ และภายใต้เงื่อนไขอะไร
สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) พบว่าการเติบโตของประเทศที่มีรายได้น้อยกว่าจะสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูง ทำให้ประเทศที่มีรายได้น้อยกว่ามีรายได้สูงขึ้นและเทียบเท่ากับประเทศที่มีรายได้สูง อาทิ รายได้ต่อหัวแท้จริงของ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาในปี 1950 อยู่ที่ 6,500 2,800 9,600 และ 12,700 ดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ
ต่อมาในปี 2011 รายได้ของ 4 ประเทศนี้ตามลำดับคือ 29,500 31,800 32,000 และ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ การเติบโตเฉลี่ยของแต่ละประเทศคือ 2.5, 4.1, 2.0, 2.0% ตามลำดับ ในกรณีนี้ประเทศญี่ปุ่นมีรายได้น้อยสุดในปี 1950 และมีการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มคือ 4.1% และลู่เข้าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร
สำหรับประเทศฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกันคือเติบโตเร็วกว่าสหราชอาณาจักรและลู่เข้าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร และแต่ละประเทศก็มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ต่อหัวเทียบเท่ากับสหรัฐอเมริกา
คำอธิบายที่เป็นไปได้คือเศรษฐกิจเหล่านี้มีตัวแปรพื้นฐานที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ใกล้เคียงกัน อาทิเช่น การออม อัตราการเติบโตของประชากร อัตราค่าเสื่อมของทุน สัดส่วนของทุนและแรงงานที่ใช้ในการผลิต และเทคโนโลยี
สำหรับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย พบว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เหมือนกัน คือมีความสัมพันธ์เชิงลบของระดับรายได้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่มีรายได้น้อยกว่าจะมีการเติบโตที่สูงกว่าและจะลู่เข้าหรือไล่ทันประเทศที่มีรายได้สูงกว่า
อาทิ ในปี 1961 จีนและไทยมีรายได้แท้จริงต่อหัว 139 และ 584 ดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ หรือไทยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าจีนถึง 4.2 เท่า ในปี 2000 ไทยมีรายได้ต่อหัวมากกว่าจีน 2 เท่า ต่อมารายได้ต่อหัวของจีนใกล้เคียงกับของไทยหรือไล่ทันเศรษฐกิจไทยในปี 2013 ที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาประเทศโดยรวมทั้งหมดจะไม่พบความสัมพันธ์เชิงลบของระดับรายได้ต่อหัวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ละประเทศจะลู่เข้าระดับรายได้ในระยะยาวของประเทศตัวเอง ซึ่งกำหนดโดยตัวแปรพื้นฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เป็นของประเทศตัวเอง ถ้าประเทศใดอยู่ห่างไกลจากระดับรายได้ระยะยาวของตัวเองมาก จะมีการเติบโตที่สูงกว่า ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่จนกว่าหรือรวยกว่า
ดังนั้นประเทศที่มีรายได้ตํ่าหรือจนกว่าจะมีการเติบโตที่ตํ่ากว่าประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าประเทศที่มีรายได้ตํ่าอยู่ใกล้ระดับรายได้ในระยะยาวของตัวเองมากกว่า
และในทำนองเดียวกันประเทศที่มีรายได้สูง สามารถมีการเติบโตที่สูงกว่าประเทศที่มีรายได้ตํ่า ถ้าประเทศที่มีรายได้สูงอยู่ห่างจากระดับรายได้ระยะยาวของตัวเองมากกว่า จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่ประเทศพัฒนาแล้วจะมีการเติบโตที่ตํ่ากว่าประเทศกำลังพัฒนา
ประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้สูงเปรียบเสมือนรถที่มีเครื่องยนต์ 2200 cc ประเทศที่กำลังพัฒนามีรายได้ปานกลางเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ 1200 cc เครื่องยนต์ 1200 cc ทำให้รถวิ่งได้เร็วระดับหนึ่ง แต่เมื่อวิ่งแล้วจะไม่สามารถเร่งเครื่องให้ทันรถเครื่องยนต์ 2200 cc ได้
การยกระดับเศรษฐกิจจากประเทศรายได้ปานกลางไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่รายได้สูงเกิดขึ้นได้โดยการยกเครื่อง 1200 cc ออกและเอาเครื่อง 2200 cc ใส่แทน หรือเปลี่ยนเครื่องจักรการเติบโต เครื่องจักรการเติบโตของประเทศรายได้ปานกลาง เช่นประเทศไทยเรา คือการพึ่งพาแต่ทุนกายภาพ การท่องเที่ยว และการรับจ้างผลิตและส่งออกสินค้าเทคโน โลยี เช่น รถยนต์ และชิ้นส่วน อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถูกออกแบบมาจากประเทศอื่น ไม่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นของตัวเอง ทำให้ศักยภาพในการผลิตตํ่า
ในขณะที่เครื่องจักรการเติบโตของประเทศรายได้สูงคือศักยภาพการผลิตที่สูงซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ก่อให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ออกแบบผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด
ในปี 2017 ประเทศเวียดนามแม้ว่ามีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าไทยประมาณ 3.3 เท่า แต่ว่ามีเงินลงทุนจากต่างประเทศและมีการย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนามมาก เนื่องจากแรงงานราคาถูกและมีคุณภาพที่ใช้ได้ ตลาดในประเทศมีขนาดใหญ่เพราะประชากรมาก ประกอบกับนโยบายของรัฐที่มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามมีเสถียรภาพ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อีกร่วมทศวรรษ
ถ้าเวียดนามสามารถใช้โอกาสที่ดีนี้ทำให้เกิดการส่งผ่านเทคโนโลยีไปสู่เศรษฐกิจของเวียดนามได้ เวียดนามจะมีเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมก่อให้เกิดศักยภาพในการผลิตที่สูงขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่รายได้ของเวียดนามจะไล่ทันรายได้ของไทย ถ้าไทยยังคงมีกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบประเทศรายได้ปานกลาง
รายได้ต่อหัวของจีนไล่ทันและแซงของไทยไปแล้ว รายได้ของมาเลเซียทิ้งห่างรายได้ของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนและมาเลเซียเริ่มมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงกว่าไทย ถ้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนและมาเลเซียหนีห่างของไทย รายได้ของจีนและมาเลเซียก็จะทิ้งห่างไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และจะขยับเข้าใกล้กลุ่มประเทศรายได้สูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่องว่างของรายได้ระหว่างจีนและมาเลเซีย กับไทยจะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ถดถอยลงไปอีก เนื่องจากเงินลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้าประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า การลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนในไทยจะน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตและบริการที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ผลคือ การศึกษาและแรงงานไทยจะไม่พยายามเสริมสร้างทักษะทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพราะขาดแคลนตลาดรองรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถ ปีนห่วงโซ่มูลค่าผลิตสินค้าและบริการเทคโนโลยีขั้นสูงได้ รายได้ในระยะสั้นลดลงซึ่งไปลดการสะสมทุน ระยะยาวจะมีหนี้ต่างชาติสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทย วนเวียนอยู่แต่ในระดับรายได้ปานกลาง
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา
ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3422 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2561






