
จีน-ญี่ปุ่น กับเวทีใหม่ของความร่วมมือ
ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ระดับโลกหนึ่งเหตุการณ์ที่เราต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe แห่งประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดพบปะหารือทั้งกับประธานาธิบดี Xi Jinping และนายกรัฐมนตรี Li Keqiang ในระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2561 ซึ่งนับเป็นการเยือนจีนของผู้นำญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศตกตํ่าที่สุดจากกรณีข้อพิพาทหมู่เกาะ Senkaku/Diao ในปี 2012
ในความเป็นจริงรอยร้าวระหว่างประเทศจีนกับญี่ปุ่นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2012 ตั้งแต่อดีต จีนมองว่า ญี่ปุ่นคือ ตัวแทนของมหาอำนาจตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะที่ญี่ปุ่นเองเมื่อถูกแซงหน้าและเสียตำแหน่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกให้กับจีนไปในปี 2010 การขยายอิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของญี่ปุ่น ก็นับเป็นความท้าทายในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนริเริ่มโครงการระเบียงเศรษฐกิจที่จะเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งทางบกและทางทะเล ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
หลายๆ ประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการนี้เป็นการขยายอิทธิพลของจีนไปทั่วโลกในภูมิภาค Indo-Pacific ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก นั่นเลยทำให้ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ผ่านมาการสร้างความร่วมมือของกลุ่ม The Quad ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ขึ้นมาเพื่อเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนที่อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ร่วมกับวัตถุประสงค์แฝงในการสร้างดุลกับการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ในทำนอง Engage and Contain ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับญี่ปุ่นที่มีรอยร้าวอยู่แล้วยิ่งแตกร้าวมากยิ่งขึ้น
การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกฯญี่ปุ่นในคราวนี้ จึงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น จะกลับเข้าสู่ระดับปกติอย่างเป็นทางการ คำถามที่สำคัญคือ เพราะอะไรการกลับมาสานสัมพันธ์ในครั้งนี้จึงเกิดขึ้น
คำตอบคือ ทั้ง 2 ประเทศ ในนาทีนี้กำลังวิตกกังวลในเรื่องเดียวกันครับ นั่นคือ วิตกกังวลในเรื่องของแนวคิดแบบชาตินิยม (Nationalism)/ นิยมความรุนแรง (Radicalism)/ ความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (Xenophobia) และ ความนิยมการค้าแบบคุ้มกัน (Protectionism) ของผู้นำจากอีกซีกโลก ที่ทำให้เกิดภาวะสงครามการค้า ผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้ทั้ง 2 ประเทศคือ จีน และญี่ปุ่นกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะการหดตัวของมูลค่าการค้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมวิชาการ East Asian Summit and East Asian Cooperation International Forum 2018 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นายกฯ ญี่ปุ่นเยือนจีน และงานนี้ก็เกิดขึ้น จากความร่วมมือของสถาบันคลังสมองของจีน Chinese Academy of Social Sciences (CASS) และสถาบันวิจัยของอาเซียนที่ได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น นั่นคือ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ร่วมกันจัด
ตลอดการประชุม นักวิชาการจาก ASEAN+6 จำนวน 16 ประเทศต่างกังวลกับผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้า และทุกฝ่ายสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างกันในรูปแบบที่สร้างสรรค์และรับผิดชอบ
หนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจ นำเสนอโดย Professor Lin Guijun แห่ง Academy of China Open Economy Studies มหาวิทยาลัย University of International Business and Economics ประเทศจีน นำเสนอผลกระทบจากสงครามการค้าต่อ 15 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกของเอเชีย (Global Value Chains: GVCs) ที่จะเสียหายในมูลค่ามหาศาล หากสงครามการค้ายังคงดำเนินต่อไป (พิจารณาแผนภาพ) และนี่คือผลที่เป็นรูปธรรมครับ ที่แสดงให้เห็นว่า สงครามการค้าทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลายเป็น จีน (มูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และรอง ลงมาคือคนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างญี่ปุ่น ที่มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อมีคู่กรณีเดียวกัน ทำให้เห็นได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จีนและญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อรักษาการค้าแบบเสรีและห่วงโซ่อุปทานการผลิตในเอเชียให้เดินหน้าต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นจะ Engage กับจีนในรูปแบบไหน ที่ไม่มากจนเกินไปจนเสียความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ฝ่ายจีนพอใจ โดยที่สามารถลดหรือสร้างดุลกับการขยายอิทธิพลของจีนในเวทีอาเซียนซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของ Indo-Pacific ได้ด้วย
ทางออกอันชาญฉลาดของจีน และญี่ปุ่นคือ ทั้ง 2 ฝ่ายจะสร้างเวทีใหม่ (New Stage) ในการสร้างความร่วมมือไปร่วมกันลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่ 3 เมื่อทำแบบนี้ทั้งจีนและญี่ปุ่นก็ได้แหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ถูกกีดกันจากสงครามการค้า และในขณะเดียวกันจีนก็ได้พันธมิตรในการเชื่อมโยงโครงสร้าง 1 แถบ 1 เส้นทาง (BRI) เป็นญี่ปุ่นที่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ได้ใจจีน และไม่สร้างความแตกร้าวในสายสัมพันธ์ของตนเองกับตะวันตก และยังได้ถ่วงดุลการขยายอิทธิพลของจีนในอาเซียนไปด้วย ทั้งคู่ได้ประโยชน์ร่วมกัน (Mutually Benefit) หรือ Win-Win ด้วยกันทั้งคู่
แต่ก็มีคนที่อยู่เงียบๆ แต่กินเรียบหมด และทำให้เรารู้สึกว่าทางออกนี้มันดีจริงๆ ด้วยครับ นั่นคือ ประเทศที่ 3 ที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นเลือกที่จะไปลงทุนเป็นโครงการแรกคือ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จังหวัดชลบุรี ของประเทศไทย
คำถามต่อจากนี้คือ เมื่อส้มจะมาหล่นที่ประเทศไทยแล้ว แล้วประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการรับส้มหล่นลูกนี้ดีพอหรือยัง อย่าให้ส้มต้องหล่นและกลิ้งไปจากไทยนะครับ เสียของแย่เลย
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3416 ระหว่างวันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2561
ในความเป็นจริงรอยร้าวระหว่างประเทศจีนกับญี่ปุ่นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2012 ตั้งแต่อดีต จีนมองว่า ญี่ปุ่นคือ ตัวแทนของมหาอำนาจตะวันตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะที่ญี่ปุ่นเองเมื่อถูกแซงหน้าและเสียตำแหน่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกให้กับจีนไปในปี 2010 การขยายอิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของญี่ปุ่น ก็นับเป็นความท้าทายในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนริเริ่มโครงการระเบียงเศรษฐกิจที่จะเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งทางบกและทางทะเล ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
หลายๆ ประเทศออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการนี้เป็นการขยายอิทธิพลของจีนไปทั่วโลกในภูมิภาค Indo-Pacific ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก นั่นเลยทำให้ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ผ่านมาการสร้างความร่วมมือของกลุ่ม The Quad ซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ขึ้นมาเพื่อเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนที่อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ร่วมกับวัตถุประสงค์แฝงในการสร้างดุลกับการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ในทำนอง Engage and Contain ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับญี่ปุ่นที่มีรอยร้าวอยู่แล้วยิ่งแตกร้าวมากยิ่งขึ้น
การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกฯญี่ปุ่นในคราวนี้ จึงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น จะกลับเข้าสู่ระดับปกติอย่างเป็นทางการ คำถามที่สำคัญคือ เพราะอะไรการกลับมาสานสัมพันธ์ในครั้งนี้จึงเกิดขึ้น
คำตอบคือ ทั้ง 2 ประเทศ ในนาทีนี้กำลังวิตกกังวลในเรื่องเดียวกันครับ นั่นคือ วิตกกังวลในเรื่องของแนวคิดแบบชาตินิยม (Nationalism)/ นิยมความรุนแรง (Radicalism)/ ความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (Xenophobia) และ ความนิยมการค้าแบบคุ้มกัน (Protectionism) ของผู้นำจากอีกซีกโลก ที่ทำให้เกิดภาวะสงครามการค้า ผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้ทั้ง 2 ประเทศคือ จีน และญี่ปุ่นกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะการหดตัวของมูลค่าการค้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมวิชาการ East Asian Summit and East Asian Cooperation International Forum 2018 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นายกฯ ญี่ปุ่นเยือนจีน และงานนี้ก็เกิดขึ้น จากความร่วมมือของสถาบันคลังสมองของจีน Chinese Academy of Social Sciences (CASS) และสถาบันวิจัยของอาเซียนที่ได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่น นั่นคือ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ร่วมกันจัด
ตลอดการประชุม นักวิชาการจาก ASEAN+6 จำนวน 16 ประเทศต่างกังวลกับผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้า และทุกฝ่ายสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างกันในรูปแบบที่สร้างสรรค์และรับผิดชอบ
หนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจ นำเสนอโดย Professor Lin Guijun แห่ง Academy of China Open Economy Studies มหาวิทยาลัย University of International Business and Economics ประเทศจีน นำเสนอผลกระทบจากสงครามการค้าต่อ 15 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกของเอเชีย (Global Value Chains: GVCs) ที่จะเสียหายในมูลค่ามหาศาล หากสงครามการค้ายังคงดำเนินต่อไป (พิจารณาแผนภาพ) และนี่คือผลที่เป็นรูปธรรมครับ ที่แสดงให้เห็นว่า สงครามการค้าทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลายเป็น จีน (มูลค่ากว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และรอง ลงมาคือคนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม อย่างญี่ปุ่น ที่มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อมีคู่กรณีเดียวกัน ทำให้เห็นได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จีนและญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อรักษาการค้าแบบเสรีและห่วงโซ่อุปทานการผลิตในเอเชียให้เดินหน้าต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นจะ Engage กับจีนในรูปแบบไหน ที่ไม่มากจนเกินไปจนเสียความสัมพันธ์กับโลกตะวันตก และในขณะเดียวกันก็ทำให้ฝ่ายจีนพอใจ โดยที่สามารถลดหรือสร้างดุลกับการขยายอิทธิพลของจีนในเวทีอาเซียนซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของ Indo-Pacific ได้ด้วย
ทางออกอันชาญฉลาดของจีน และญี่ปุ่นคือ ทั้ง 2 ฝ่ายจะสร้างเวทีใหม่ (New Stage) ในการสร้างความร่วมมือไปร่วมกันลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่ 3 เมื่อทำแบบนี้ทั้งจีนและญี่ปุ่นก็ได้แหล่งกำเนิดสินค้าที่ไม่ถูกกีดกันจากสงครามการค้า และในขณะเดียวกันจีนก็ได้พันธมิตรในการเชื่อมโยงโครงสร้าง 1 แถบ 1 เส้นทาง (BRI) เป็นญี่ปุ่นที่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ได้ใจจีน และไม่สร้างความแตกร้าวในสายสัมพันธ์ของตนเองกับตะวันตก และยังได้ถ่วงดุลการขยายอิทธิพลของจีนในอาเซียนไปด้วย ทั้งคู่ได้ประโยชน์ร่วมกัน (Mutually Benefit) หรือ Win-Win ด้วยกันทั้งคู่
แต่ก็มีคนที่อยู่เงียบๆ แต่กินเรียบหมด และทำให้เรารู้สึกว่าทางออกนี้มันดีจริงๆ ด้วยครับ นั่นคือ ประเทศที่ 3 ที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นเลือกที่จะไปลงทุนเป็นโครงการแรกคือ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จังหวัดชลบุรี ของประเทศไทย
คำถามต่อจากนี้คือ เมื่อส้มจะมาหล่นที่ประเทศไทยแล้ว แล้วประเทศไทยเตรียมความพร้อมในการรับส้มหล่นลูกนี้ดีพอหรือยัง อย่าให้ส้มต้องหล่นและกลิ้งไปจากไทยนะครับ เสียของแย่เลย
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ
โดย ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3416 ระหว่างวันที่ 8 - 10 พฤศจิกายน 2561






