
เปิดช่องต่อยอดน้ำตาลยังป่วน
เปิดช่องต่อยอดน้ำตาลยังป่วน
คำนวนรายได้เข้าระบบชาวไร่-โรงงานเห็นต่าง
อนุมัติในหลักการไปแล้วสำหรับร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอไปก่อนหน้านี้ มีสาระสำคัญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าสมัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทนิยาม คณะกรรมการ องค์ประกอบคณะกรรมการ การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและราคาอ้อยขั้นสุดท้าย บทกำหนดโทษ และคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ให้เป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ
โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ส่วนหนึ่งที่ถูกจับตา คือเรื่อง การแก้ไขบทนิยาม เพิ่มคำว่า “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาลทราย” เพื่อให้นำน้ำอ้อยไปผลิตอย่างอื่นได้ นอกเหนือจากน้ำตาลทราย เปรียบเทียบจากเดิมกฎหมายเก่าอ้อยจะทำได้แค่น้ำตาลทราย เท่านั้น
-ภาพรวมช่วยทั้งระบบ
การพิจารณาดังกล่าวหากกฏหมายผ่านสนช.ครบ3วาระทั้งโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยต่างมองว่า จะเป็นการช่วยอุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยมีปริมาณอ้อยมาก หากผลิตได้แค่เพียงน้ำตาลอย่างเดียวก็ทำให้รายได้ในระบบลดลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำตาลโลกร่วงกราวรูดแบบปัจจุบันนี้ที่ราคาน้ำตาลทรายดิบเกือบจะหล่นไปที่ตัวเลขหลักเดียว
เมื่อพิจารณาจาก ราคาน้ำตาลซื้อขายล่วงหน้าเดือนมีนาคมปี2562 ลงมาอยู่ที่ระดับ 10.80 เซ็นต์ต่อปอนด์ จากปัจจุบันราคาอยู่ที่12.2 เซ็นต์ต่อปอนด์ ราคาร่วงมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะล่าสุดกรณีรัฐบาลอินเดีย ออกมาอนุมัติงบ ราว 22,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพิ่มค่าอ้อยและชดเชยค่าขนส่งนํ้ าตาลจากโรงงานไปยังท่าเรือส่งออก เป็นการบิดเบือนตลาดนํ้ าตาลโลก โดยรัฐอุดหนุนและมีส่วนทำให้ราคานํ้ าตาลในตลาดโลกลดลง ตํ่าสุดในรอบ 10 ปี และอยู่ในระดับตํ่ากว่าต้นทุนการผลิต
เมื่อราคาน้ำตาลร่วง ก็โยงไปถึงราคาอ้อย กระทบต่อรายได้เกษตรกรและชาวไร่อ้อย จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวก่อน เพราะกฏหมายเดิมไม่ได้กล่าวถึงน้ำอ้อยแต่กล่าวถึงแต่น้ำตาล
อย่างไรก็ตามการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มคำว่า “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาลทราย” เพื่อให้นำน้ำอ้อยไปผลิตอย่างอื่นได้นั้น หากพิจารณาให้ดีถึงผลที่ตามมา และกฏหมายบังคับใช้ได้จริง มองโดยภาพรวม จะเห็นความชัดเจนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการนำน้ำอ้อยไปใช้ได้มากขึ้น จะช่วยให้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากอ้อยมากขึ้น และ เป็นการลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลไปใช้ในรูปต่างๆได้มากขึ้น เช่น สินค้าที่มีนวัตกรรม เครื่องสำอางค์ ส่วนน้ำอ้อยก็สามารถนำไปผลิตเอทานอล ได้โดยตรง จากเดิมต้องนำกากน้ำตาล(โมลาส)ไปผลิต ทำให้มีต้นทุนสูง เมื่อนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลได้ต้นทุนรวมก็จะถูกลง รวมไปถึงผู้บริโภคปลายทางจะได้ใช้สินค้าที่หลากหลายขึ้นโดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ
หากมองโดยรวมดูเหมือนไร้อุปสรรคใดๆ เพราะทั้งชาวไร่ โรงงานน้ำตาล ภาครัฐต่างเห็นตรงกัน!
-ยังขัดแย้งรูปแบบคำนวนรายได้
เพียงแต่.....มีประเด็นเดียวที่อาจไม่ไปในทิศทางเดียวกันได้ คือเรื่องรูปแบบการคำนวนรายได้ในระบบระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาล ในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในระบบแบ่งปันผลประโยชน์อ้อยและน้ำตาลตามสัดส่วน70:30 เมื่อมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่น้ำตาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจข้อมูลแต่ละฝั่ง พบว่าซีกโรงงานน้ำตาลต้องการให้คิดวิธีคำนวนเป็นปริมาณน้ำตาลทรายดิบและใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบคำนวนออกมาเป็นรายได้ในระบบ ขณะที่กลุ่มชาวไร่อ้อยก็มองว่าควรใช้ราคาเอทานอลมาคำนวนเป็นรายได้ของระบบ เพราะจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาเอทานอลมีรัฐบาลอุดหนุนอยู่
นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ถ้าใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบมาคำนวนก็เหมือนกับว่าเอาผลิตภัณฑ์น้ำตาลไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยที่ระบบไม่ได้รับจากมูลค่าเพิ่มที่โรงงานนำไปต่อยอด และถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำแบบปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้ชาวไร่อ้อยหมดโอกาส เพราะรายได้จะเข้าระบบลดลง
-หวั่นไม่เป็นธรรมกับโรงที่ไม่ผลิตเอทานอล
ด้านแหล่งข่าวจากผู้ผลิตน้ำตาล1ใน4รายใหญ่ให้เหตุผลว่า ถ้าใช้ราคาเอทานอลมาคำนวนก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อโรงงานน้ำตาลที่ไม่ได้ผลิตเอทานอลด้วย อีกทั้งคนที่ทำเอทานอลต้องลงทุน เมื่อมีผลผลิตออกมาจะนำราคาเอทานอลไปแบ่งเข้าระบบก็ไม่เป็นธรรม การคำนวนเป็นปริมาณน้ำตาลทรายดิบและใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบคำนวนออกมาเป็นรายได้ในระบบ นั้นจะมีน้ำตาลออกจากระบบ และชาวไร่ได้ในรูปของโมลาสด้วย
“สมมุติว่ามีโรงงานเอทานอลคนที่ใช้น้ำอ้อยต้องแบ่งรายได้ แต่คนที่ใช้มันสำปะหลังผลิตเอทานอลไม่ได้แบ่งรายได้ ถามว่าจะแข่งขันกันอย่างไร”
ดูทิศทางลมแล้ว คงต้องรอเวลาให้การคำนวนรายได้ในระบบผ่านความคิดจากทั้งภาครัฐ โรงงานน้ำตาล ชาวไร่อ้อยตกผลึกก่อน อีกทั้ง ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ตามขั้นตอนขณะนี้แค่ผ่านความเห็นชอบจากครม. ยังต้องนำร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช)เพื่อพิจารณาให้ผ่าน3วาระ เมื่อผ่านตามขบวนการแล้ว ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฏหมายต่อไป
ดังนั้นการพิจารณานี้เพิ่งอยู่ในขั้นตอนที่ผ่านมติความเห็นชอบจากครม.เท่านั้น จากนี้ไปก็ต้องจับตาว่า การพิจารณาดังกล่าว สนช.จะเห็นชอบ หรือปรับแก้ไข หรือสุดท้ายผ่านหรือไม่ผ่าน ด้วยอุปสรรคอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้
ยังต้องจับตาว่าถึงที่สุดแล้วจะประกาศใช้เป็นกฏหมายได้หรือไม่ และเมื่อไหร่!
....................
คำนวนรายได้เข้าระบบชาวไร่-โรงงานเห็นต่าง
อนุมัติในหลักการไปแล้วสำหรับร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอไปก่อนหน้านี้ มีสาระสำคัญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าสมัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทนิยาม คณะกรรมการ องค์ประกอบคณะกรรมการ การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและราคาอ้อยขั้นสุดท้าย บทกำหนดโทษ และคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ให้เป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ
โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ส่วนหนึ่งที่ถูกจับตา คือเรื่อง การแก้ไขบทนิยาม เพิ่มคำว่า “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาลทราย” เพื่อให้นำน้ำอ้อยไปผลิตอย่างอื่นได้ นอกเหนือจากน้ำตาลทราย เปรียบเทียบจากเดิมกฎหมายเก่าอ้อยจะทำได้แค่น้ำตาลทราย เท่านั้น
-ภาพรวมช่วยทั้งระบบ
การพิจารณาดังกล่าวหากกฏหมายผ่านสนช.ครบ3วาระทั้งโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยต่างมองว่า จะเป็นการช่วยอุตสาหกรรมน้ำตาลทั้งระบบ เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยมีปริมาณอ้อยมาก หากผลิตได้แค่เพียงน้ำตาลอย่างเดียวก็ทำให้รายได้ในระบบลดลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำตาลโลกร่วงกราวรูดแบบปัจจุบันนี้ที่ราคาน้ำตาลทรายดิบเกือบจะหล่นไปที่ตัวเลขหลักเดียว
เมื่อพิจารณาจาก ราคาน้ำตาลซื้อขายล่วงหน้าเดือนมีนาคมปี2562 ลงมาอยู่ที่ระดับ 10.80 เซ็นต์ต่อปอนด์ จากปัจจุบันราคาอยู่ที่12.2 เซ็นต์ต่อปอนด์ ราคาร่วงมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะล่าสุดกรณีรัฐบาลอินเดีย ออกมาอนุมัติงบ ราว 22,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพิ่มค่าอ้อยและชดเชยค่าขนส่งนํ้ าตาลจากโรงงานไปยังท่าเรือส่งออก เป็นการบิดเบือนตลาดนํ้ าตาลโลก โดยรัฐอุดหนุนและมีส่วนทำให้ราคานํ้ าตาลในตลาดโลกลดลง ตํ่าสุดในรอบ 10 ปี และอยู่ในระดับตํ่ากว่าต้นทุนการผลิต
เมื่อราคาน้ำตาลร่วง ก็โยงไปถึงราคาอ้อย กระทบต่อรายได้เกษตรกรและชาวไร่อ้อย จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวก่อน เพราะกฏหมายเดิมไม่ได้กล่าวถึงน้ำอ้อยแต่กล่าวถึงแต่น้ำตาล
อย่างไรก็ตามการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มคำว่า “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาลทราย” เพื่อให้นำน้ำอ้อยไปผลิตอย่างอื่นได้นั้น หากพิจารณาให้ดีถึงผลที่ตามมา และกฏหมายบังคับใช้ได้จริง มองโดยภาพรวม จะเห็นความชัดเจนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการนำน้ำอ้อยไปใช้ได้มากขึ้น จะช่วยให้มีช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากอ้อยมากขึ้น และ เป็นการลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังสามารถนำผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลไปใช้ในรูปต่างๆได้มากขึ้น เช่น สินค้าที่มีนวัตกรรม เครื่องสำอางค์ ส่วนน้ำอ้อยก็สามารถนำไปผลิตเอทานอล ได้โดยตรง จากเดิมต้องนำกากน้ำตาล(โมลาส)ไปผลิต ทำให้มีต้นทุนสูง เมื่อนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลได้ต้นทุนรวมก็จะถูกลง รวมไปถึงผู้บริโภคปลายทางจะได้ใช้สินค้าที่หลากหลายขึ้นโดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ
หากมองโดยรวมดูเหมือนไร้อุปสรรคใดๆ เพราะทั้งชาวไร่ โรงงานน้ำตาล ภาครัฐต่างเห็นตรงกัน!
-ยังขัดแย้งรูปแบบคำนวนรายได้
เพียงแต่.....มีประเด็นเดียวที่อาจไม่ไปในทิศทางเดียวกันได้ คือเรื่องรูปแบบการคำนวนรายได้ในระบบระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาล ในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในระบบแบ่งปันผลประโยชน์อ้อยและน้ำตาลตามสัดส่วน70:30 เมื่อมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่น้ำตาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“ฐานเศรษฐกิจ” สำรวจข้อมูลแต่ละฝั่ง พบว่าซีกโรงงานน้ำตาลต้องการให้คิดวิธีคำนวนเป็นปริมาณน้ำตาลทรายดิบและใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบคำนวนออกมาเป็นรายได้ในระบบ ขณะที่กลุ่มชาวไร่อ้อยก็มองว่าควรใช้ราคาเอทานอลมาคำนวนเป็นรายได้ของระบบ เพราะจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาเอทานอลมีรัฐบาลอุดหนุนอยู่
นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยน้ำพอง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ถ้าใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบมาคำนวนก็เหมือนกับว่าเอาผลิตภัณฑ์น้ำตาลไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยที่ระบบไม่ได้รับจากมูลค่าเพิ่มที่โรงงานนำไปต่อยอด และถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำแบบปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งทำให้ชาวไร่อ้อยหมดโอกาส เพราะรายได้จะเข้าระบบลดลง
-หวั่นไม่เป็นธรรมกับโรงที่ไม่ผลิตเอทานอล
ด้านแหล่งข่าวจากผู้ผลิตน้ำตาล1ใน4รายใหญ่ให้เหตุผลว่า ถ้าใช้ราคาเอทานอลมาคำนวนก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อโรงงานน้ำตาลที่ไม่ได้ผลิตเอทานอลด้วย อีกทั้งคนที่ทำเอทานอลต้องลงทุน เมื่อมีผลผลิตออกมาจะนำราคาเอทานอลไปแบ่งเข้าระบบก็ไม่เป็นธรรม การคำนวนเป็นปริมาณน้ำตาลทรายดิบและใช้ราคาน้ำตาลทรายดิบคำนวนออกมาเป็นรายได้ในระบบ นั้นจะมีน้ำตาลออกจากระบบ และชาวไร่ได้ในรูปของโมลาสด้วย
“สมมุติว่ามีโรงงานเอทานอลคนที่ใช้น้ำอ้อยต้องแบ่งรายได้ แต่คนที่ใช้มันสำปะหลังผลิตเอทานอลไม่ได้แบ่งรายได้ ถามว่าจะแข่งขันกันอย่างไร”
ดูทิศทางลมแล้ว คงต้องรอเวลาให้การคำนวนรายได้ในระบบผ่านความคิดจากทั้งภาครัฐ โรงงานน้ำตาล ชาวไร่อ้อยตกผลึกก่อน อีกทั้ง ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ตามขั้นตอนขณะนี้แค่ผ่านความเห็นชอบจากครม. ยังต้องนำร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช)เพื่อพิจารณาให้ผ่าน3วาระ เมื่อผ่านตามขบวนการแล้ว ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฏหมายต่อไป
ดังนั้นการพิจารณานี้เพิ่งอยู่ในขั้นตอนที่ผ่านมติความเห็นชอบจากครม.เท่านั้น จากนี้ไปก็ต้องจับตาว่า การพิจารณาดังกล่าว สนช.จะเห็นชอบ หรือปรับแก้ไข หรือสุดท้ายผ่านหรือไม่ผ่าน ด้วยอุปสรรคอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้
ยังต้องจับตาว่าถึงที่สุดแล้วจะประกาศใช้เป็นกฏหมายได้หรือไม่ และเมื่อไหร่!
....................






