
‘มายาคติ’ก่อนถึง : สงกรานต์เลือด!?
ก่อนจะมีการสรุปสาเหตุสั้นๆ ว่า “เมาแล้วขับ” คือสาเหตุหลัก ซึ่งเป็นปลายเหตุมากกว่า.....ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ สรุปตัวเลขสถิติสงกรานต์ 7 วันเมื่อปีที่แล้ว อุบัติเหตุรวม 3,690 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 390 ราย “นครราชสีมา” ครองแชมป์ ยอดตายมากที่สุด 17 ราย พร้อมระบุสาเหตุด้วยว่า เมาแล้วขับ ซึ่งว่ากันตามจริงทั้ง 17 รายก็อาจมีสาเหตุอื่น?รวมอยู่ด้วยก็ได้...
จับประเด็น “สงกรานต์เลือด” ที่หน่วยงานภาครัฐฯ รณรงค์ในช่วงเทศกาล ไม่ได้จะค้านเรื่อง “เมาแล้วขับ” ตะพึดตะพือหรอกนะครับ แต่จากการติตตามข่าวต่างๆ ผมก็ว่า “เมาแล้วขับ” ก็มีส่วนถูก ซึ่งก็ไม่ใช่จะถูกทั้งหมด เพราะมันมีเหตุปัจจัยอื่น?รวมอยู่ด้วย อย่างเช่น สภาพรถ สภาพถนน ฯลฯ ซึ่งว่าไปแล้ว “คนขับ” ก็เป็นเพียงเหตุปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
สัปดาห์ก่อน มีข่าวรถทัวร์โดยสาร 2 ชั้น ประสบอุบัติเหตุแหก โค้งพลิกควํ่าที่อำเภอวังนํ้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 18 ศพ เป็นรถเช่าเหมาของนักท่องเที่ยวไทยจาก “กาฬสินธุ์” โดยทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติเนื่องจากอยู่หมู่บ้านเดียวกัน และมีอยู่รายหนึ่งที่อ่านข่าวแล้วสะเทือนใจ คือ ราย “14 ศพ” เป็นพี่น้องกัน ต้องเผาพร้อมกัน...แต่เตาเผาไม่พอ ต้องนำศพมาเรียงๆ กัน แล้วสุมเป็น “กองฟอน” เผา
ใคร?ได้อ่านข่าวหรือนั่งดูข่าวทีวีก็คงสะเทือนใจเหมือนๆ กันขณะเดียวกันก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซํ้าอีก เพราะพอมีข่าว รถทัวร์โดยสารเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะชนกันหรือพลิกควํ่า ก็จะเห็นหน่วยงานภาครัฐฯที่เกี่ยวข้องออกโรงแสดงความคิดเห็นกันอย่างนั้นอย่างนี้แต่พอวันเวลาผ่านพ้นไปไม่กี่วัน ก็ไม่เห็นมีการออกมาตรการหรือออก กฎอะไร? เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก
พูดให้ชัด ก็คือ ถึงเวลาที่หน่วยงานภาครัฐฯที่เกี่ยวข้องต่างๆ ควรจะมีการ “บูรณาการ” วิธีทำงานและเอาจริงเอาจังในเรื่องการใช้รถใช้ถนนกันเสียที เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว อย่ามัวเสียเวลาศึกษาหรือวิจัยเพื่อหาข้อสรุปต่างๆ เพราะมันคงไม่มี “ข้อมูล” อะไร?ที่วิเศษไปกว่าที่เคยไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศอีกแล้ว
เฉพาะอย่างยิ่ง “กรมการขนส่งทางบก” ที่จะต้องรีบออกกฎ “จำกัดความเร็ว” และมาตรฐานของขนาดรถทัวร์-รถโดยสารทุกประเภทโดยเร็ว ที่สำคัญ คือกรมการขนส่งทางบกเอง จะต้อง “เอาจริงและจัดหนัก” กับบริษัทรถและคนขับรถ ที่ฝ่าฝืนกฎต่างๆ เช่น นำคน-นำรถที่ “ขาดคุณสมบัติ” หรือไม่ได้มาตรฐานมาให้บริการลูกค้าด้วย
อย่าลืมว่า ถ้ามีการ “จำกัดความเร็ว” หรือใช้ความเร็วรถพอประมาณ นอกจากจะลดอุบัติเหตุได้หรือมีเหตุสุดวิสัยชนกัน หรือกระทั่งเกิดอุบัติเหตุพลิกควํ่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ไม่ร้ายแรง ดูอย่างประเทศในยุโรป หรือเพื่อนบ้านใกล้ๆ อย่างเวียดนามที่ถนนบางสาย และรถนักท่องเที่ยว ก็มีการออกกฎ “จำกัดความเร็ว” อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง อย่างมากก็แค่เจ็บ ไม่ร้ายแรงถึงตายเหมือนบ้านเรา....
ถึงตรงนี้ ก็ขอสรุปสั้นๆ ว่า จะทำอะไร?ก็ให้รีบทำ ไม่ใช่มัวแต่จะมานั่งนับจำนวนอุบัติเหตุ หรือจำนวนพี่น้องคนไทยที่เสียชีวิตเพื่อบันทึกเป็นสถิติเหมือนทุกๆ ปี ...จึงถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ถนนหนทาง จะต้อง “บูรณาการ” วิธีทำงานเพื่อมาตรฐานประเทศท่องเที่ยวแล้วครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,353 วันที่ 1 - 4 เมษายน พ.ศ. 2561






