thansettakij
thansettakij
ประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย และความผิดปกติในภาพถ่าย

ประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย และความผิดปกติในภาพถ่าย

31 มี.ค. 61 | 23:20 น.
TP7-3353-1A จากภาพที่เห็นคือภาพจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17-18 มีนาคมที่ผ่านมา ที่เมือง Sydney ประเทศออสเตรเลียครับ การประชุมครั้งนี้มีผลลัพธ์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ

1. Sydney Declaration ซึ่งจะกำหนดวิสัยทัศน์แนวทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียในอนาคต เน้นประเด็นด้านความมั่นคง (National and Human Securities) และมั่งคั่ง (การค้า การลงทุน) ของภูมิภาค

2. ASEAN - Australia MoU on Cooperation to Combat International Terrorism บันทึกความเข้าใจในการสร้างฐานข้อมูล เครือข่าย ช่องทางการติดต่อ การแลกเปลี่ยน ข่าวสารข้อมูลต่างๆ เพื่อป้องกันและต่อสู้กับภัยจากการก่อการร้ายในระดับนานาชาติ

3. การรื้อฟื้นการให้ทุนการศึกษา New Colombo Plan เพื่อให้ทุนคนอาเซียนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย และให้ออสซี่ได้มาเรียนต่อที่อาเซียน

4. ความร่วมมือเรื่องอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อๆ ไปในอนาคต อาทิ ASEAN - Australia Digital Trade Standards Cooperation Initiative, ASEAN - Australia Smart andSustainable Cities Cooperation Initiative, Australia - ASEANCyber Policy Dialogue CooperationInitiative ซึ่งก็จะเข้าทางประธานอาเซียนปัจจุบันนั่นคือ สิงคโปร์ ที่ต้องการผลักดันเรื่องเหล่านี้เพื่อสร้าง Eco-system ที่ดีสำหรับธุรกิจในโลก Digital Economy ที่ตนมีความเชี่ยว ชาญและเรื่องเมืองอัจฉริยะที่ตนเองมี know-how

ถือว่าการประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จครับ แต่มักจะมีเรื่องเข้าใจผิดในการนำเสนออีกด้วย นั่นคือสื่อต่างๆ นิยมประกาศว่านี่คือการประชุม สุดยอดผู้นำออสเตรเลีย-อาเซียน ครั้งแรก จริงๆ ไม่ใช่นะครับ ออสเตรเลียคือ Dialogue Partner แรกของอาเซียน และเราเคยมีการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งแรกระหว่าง 2 ฝ่ายไปแล้วตั้งแต่ปี 1977 (หลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งแรกในปี 1976) โดยตอนนั้น นายกรัฐมนตรี Malcolm Fraser พบกันผู้นำอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

TP7-3353-A ส่วนเรื่องผิดปกติในภาพ 2 เรื่องก็คือ
1. คุณอองซาน ซูจี ไม่ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาลนะครับ เธอเป็น State Counsellor of Myanmar หรือที่ปรึกษาแห่งรัฐ พวกเราอาจจะลืมกันไปแล้วนะครับว่า ประธานาธิบดีของเมียนมาคนปัจจุบัน คือ อู ทิน จอ ซึ่งแน่นอนบทบาทน้อยมาก และล่าสุดเขาลาออกจากตำแหน่งแล้วด้วยปัญหาสุขภาพ และในเวทีนานาชาติก็ดูเหมือนทุกชาติจะให้การยอมรับไปโดยปริยายแล้วว่า ดอว์ อองซาน เป็นหัวหน้ารัฐบาล

2. ความผิดปกติที่ 2 คือ คนที่ยืนติดกับอองซานครับ ที่ตรงนี้ควรจะเป็นที่ยืนของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte แห่งประเทศฟิลิปปินส์ แต่เขาประกาศจะไม่มาประชุมครับ และให้ Alan Peter Cayetano ซึ่งเป็นSecretary of Foreign Affairs หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแทน โดยเหตุผลที่ Duterte ไม่มาประชุม เพราะไม่พอใจครับ ที่รัฐบาลออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่วิพากษ์วิจารณ์การทำสงครามยาเสพติดในประเทศฟิลิปปินส์ในประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งจริงๆ ก็น่าเห็นใจ Duterte นะครับ เพราะแกหาเสียงจะทำเรื่องนี้ และแกได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนเลือกแกมาเพื่อทำเรื่องนี้ เรื่องยาเสพติดที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่คนฟิลิปปินส์ต้องการให้เขาเข้ามาล้างบาง และสำหรับอาเซียนแล้ว การเคารพกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุด และทำให้เราอยู่ด้วยกันเป็นอาเซียนมาได้แบบนี้เกินกว่า 50 ปีแล้ว

แต่การไม่มาของผู้นำฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดผลที่ตามมาหลายมิติครับ มิติที่สำคัญที่สุดน่าจะมี 3 เรื่องด้วยกันครับ นั่นคือ
1. ออสเตรเลีย จัด agenda ของการประชุมครั้งนี้โดยเน้นประเด็นด้านความมั่นคง และการต่อต้านภัยจากผู้ก่อการร้าย และต้องไม่ลืมนะครับว่า เมื่อปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ที่เรียก ว่า Battle of Marawi ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์กินเวลากว่า 5 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม-ตุลาคม 2017 คร่าชีวิตทหารกองทัพฟิลิปปินส์ไป 168 นาย บาดเจ็บมากกว่า 1,400 นาย สูญหาย 1 นาย และสังหารกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับ ISIS (IslamicState of Iraq and Syria) ซึ่งนำโดยMr.Isnilon Hapilon ที่ถูกสังหารในการต่อสู้พร้อมกับนักรบหัวรุนแรงอีก 974 ราย แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ มีประชาชนถูกทำให้เสียชีวิต 87 ราย และต้องอพยพย้ายออกจากที่อยู่ของตนเองอีก 1.1 ล้านคน ดังนั้นถ้าออสเตรเลียจะต่อสู้กับภัยก่อการร้าย จิ๊กซอว์จะต่อครบก็ต่อเมื่อมีฟิลิปปินส์เข้ามาเป็นผู้เล่นหลักด้วยอีกคนหนึ่ง แต่เที่ยวนี้ผู้นำฟิลิปปินส์ขอไม่มาครับ

2. ขณะนี้ประเด็นเรื่องการเชื่อมโยง 2 มหาสมุทร นั่นคือ มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก หรือที่นิยมเรียกว่า Indo-Pacific คือเรื่องสำคัญในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพราะนี่คือเส้นทางการค้าที่มีมูลค่าการค้าการลงทุนมากที่สุดในโลก และคนที่มีอิทธิพลเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกทีๆ ในพื้นที่นี้คือ จีน โดยเฉพาะหลังการประกาศโครงการ One Belt, One Road ออสเตรเลียเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มที่ต้องการปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลของจีนในพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้ (เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ) คำถามคือ ใครล่ะที่ดูมีทีท่าเคยแข็งขันมากกับจีนในเรื่องทะเลจีนใต้ แต่ตอนนี้กลับญาติดีกับจีนมากๆ คำตอบคือ ฟิลิปปินส์ครับ

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์ ถ้าจำกันได้ สมัยประธานาธิบดี คนก่อน (Benigno Aquino III)ฟิลิปปินส์เคยยื่นเรื่องให้อนุญาโต ตุลาการ (Permanent Court ofArbitration, the Hague) ตัดสินเรื่องพื้นที่ทับซ้อนระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ในบริเวณแนวประการัง Scarborough Shoal (จีนเรียก Huangyan Dao) ซึ่งคำตัดสินคือ ฟิลิปปินส์มีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว แต่เมื่อ Duterte ขึ้นมาเขาก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ยกเว้น ประกาศจะสร้างความร่วมมือกับจีนเพื่อสำรวจแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติและแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันกับจีน (ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า จีนเองก็บีบด้วยมาตรการทางการค้าในหลายๆ รูปแบบด้วย) ดังนั้นการที่ฟิลิปปินส์ไม่ได้ทำตามที่ได้รับการตัดสิน และยังมีท่าทีจะไม่บังคับใช้ Code of Conduct (CoC) ในพื้นที่เหล่านี้ด้วย นั่นเท่ากับเป็นการเสียแนวร่วมคนสำคัญในการปิดล้อมจำกัดเขตอิทธิพลจีนในพื้นที่ดังกล่าว ยิ่งเชิญแล้วเขาไม่มาอีกต่างหาก ยิ่งทำให้ฝ่ายเชิญเสียขวัญ ในขณะที่ฝ่ายถูกเชิญแล้วไม่มาก็ยิ่งมีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น

3. ต้องไม่ลืมว่า เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration, the Hague) นี่ล่ะครับ พึ่งตัดสินเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลระหว่างออสเตรเลียและติมอร์-เลสเต โดยให้ยึดหลักการเรื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ตาม 1982 UNCLOS (United Nations Convention on the Laws of the Sea) โดยให้หักล้างผลของข้อตกลงที่เคยมีอยู่ในเรื่องนี้ในช่วงที่ติมอร์-เลสเตเป็นของโปรตุเกสและเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียลง แน่นอนว่าติมอร์ฯต้องการความเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้มากๆ เพราะมีก๊าซธรรมชาติมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ข้างล่างใต้พื้นทะเล (Sea Bed) และในขณะเดียวกันก็ต้องการเทคโนโลยีและเงินทุนจาก ออสเตรเลียเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานดังกล่าวด้วย

การมีเส้นแบ่งพื้นที่ที่ชัดเจนทำให้การลงทุน การแบ่งปันผลประโยชน์ทำได้ง่ายสะดวกขึ้น แต่อย่างที่รู้ๆ กัน นั่นคือ อนุญาโตตุลาการตัดสินออกมาเป็นคำพูดคำอ่าน แต่ไม่ได้ลากเส้นบนแผนที่ ดังนั้นเมื่อมีการลากเส้นบนแผนที่ พื้นที่ในบริเวณนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่า ออสเตรเลียและอินโดนีเซีย คือพี่ใหญ่ในพื้นที่นี้ และทั้ง 2 มีข้อตกลงแบบ 2 ฝ่ายในปี 1972 เรียกว่า Australia-Indonesia Maritime Delimitation Treaty ทำให้ในอดีตบางพื้นที่ที่เป็นพื้นทะเล (Sea Bed) ที่ควรจะเป็นของอินโดนีเซียตาม 1982 UNCLOS แต่อินโดนีเซียก็ตกลงให้ออสเตรเลียเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ในการสำรวจและขุดทรัพยากร

ในขณะที่นํ้าทะเล (Water Column) ซึ่งอยู่เหนือพื้นที่ที่ควรจะเป็นของออสเตรเลียตาม 1982 UNCLOS แต่ออสเตรเลียก็อนุญาตให้อินโดนีเซียเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อทำการประมง แต่คราวนี้ในปี 2018 เมื่อต้องมีการลากเส้นใหม่โดยยึด UNCLOS ซึ่งเกิดทีหลัง พื้นที่เปลี่ยน การใช้ประโยชน์เปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่พึ่งประกาศ Indonesia Sea Policy (พัฒนาต่อจาก Maritime Fulcrum (GMF)) ที่จะรักษาอำนาจอธิปไตยเหนือผืนนํ้าของอินโดนีเซียอย่างเคร่งครัด (เราเห็นการระเบิดเรือประมงลักลอบจับสัตว์นํ้าเสมอๆ) นี่อาจจะกลายเป็นชนวนให้เกิดข้อพิพาทครั้งใหม่ระหว่างออสเตรเลีย และอินโดนีเซียก็เป็นไปได้ และคราวนี้จะทำอย่างไร เมื่อมีฟิลิปปินส์ที่ Set ตัวอย่างไว้แล้วว่า อนุญาโตตุลาการตัดสินมาอย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ UNCLOS กับ CoC ก็ยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ แล้วเขายังไม่มาประชุมด้วยอีกต่างหาก เพราะเจ้าภาพการประชุมดันไปด่าเขาไว้ก่อนในเรื่องในบ้านของเขาเอง
Duterte ไม่มาประชุมเที่ยวนี้ มีเรื่องให้คิดต่อได้มากมายทีเดียวครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,353 วันที่ 1 - 4 เมษายน พ.ศ. 2561
e-book