thansettakij
thansettakij
ขวางโลก: ผู้เริ่มสงครามการค้า มีแต่จะขาดทุน

ขวางโลก: ผู้เริ่มสงครามการค้า มีแต่จะขาดทุน

25 มี.ค. 61 | 23:15 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 61 | 09:29 น.
TP08-3351-1C สงครามทางการค้ามีมานานแล้วและมีหลายประเทศที่พยายามร่วมมือกันเพื่อสร้างความสงบไม่ให้เกิดสงครามทางการค้า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศประเมินว่าเหตุที่เศรษฐกิจตกตํ่านั้นเกิดมาจากประเทศต่างๆใช้นโยบายการค้าที่เอารัดเอาเปรียบกัน เพราะหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากการกีดกันทางการค้าเพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวมีผลต่อการประชุมที่ Bretton Woods ที่เกิดความร่วมมือระดับพหุภาคีและก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกขึ้น ขาดก็แต่ความร่วมมือทางการค้าที่ชัดเจน

สหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีที่อยากจะเห็นกฎกติการ่วมของการค้าระหว่างประเทศในระดับพหุภาคี ในปี 1945 โดยได้เชิญชวนหลายประเทศมาร่วมเจรจาในระดับพหุภาคี เพื่อลดภาษีศุลกากร และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อตกลงแกตต์ (The General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT)

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์ อีกทั้งมีการร่างให้เกิดองค์กรการค้านานาชาติ (The International Trade Organization หรือ ITO) ในปี 1947 หรือ ที่เรียกว่า The Havana Charter แต่ความฝันดังกล่าวขององค์กรพหุภาคีเพื่อการค้าก็ล่มสลายลง เพราะไม่ผ่านการลงคะแนนของสภาคองเกรสในปลายปี 1950 หลายปีถัดมา Richard N. Gardner ผู้เป็นปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำอิตาลี และสเปน ได้กล่าวไว้ว่า “If goods don’t cross the borders, soldiers will.” โลกเรานั้นไม่สิ้นหวังและมีการเจรจาเพื่อเปิดเสรีการค้ามาอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุดอีกเกือบ 50 ปีให้หลังจึงเกิดองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization) ขึ้น

ตามหลักทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ การเปิดเสรีทางการค้าอย่างเป็นธรรม (Free and Fair Trade) หมายถึงนอกจากจะขจัดกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีออกไปแล้ว ยังจะต้องมีแต้มต่อ ข้อลดหย่อนด้วยกติกาการค้าระหว่างประเทศ และช่วยเหลือสร้างความแข็งแกร่งในการผลิตให้กับประเทศที่มีระดับพัฒนาตํ่ากว่า เพื่อความเป็นธรรมทางการค้า การเปิดเสรีการค้าอย่างเป็นธรรมดังกล่าวจะก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของโลกและมีการกระจายความเจริญไปสู่ในทุกๆประเทศในโลก

หากวิเคราะห์จากประวัติศาสตร์จึงไม่แปลกใจว่าวันนี้สหรัฐฯ ได้ดำเนินนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศโดยที่เอาตัวเองเป็นหลัก (America First) คำนี้เคยถูกใช้มาในสมัย Woodrow Wilson มาก่อน แต่ถูกมาดัดแปลงใช้ในยุค Donald Trump ในการหาเสียง หลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯมีการค้าขาดดุลกับหลายประเทศในโลก Trump จึงเริ่มการหาเสียงว่าการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศดังกล่าวก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันด้านการค้าและทำให้มีปัญหาต่อการจ้างงานในประเทศ เหยื่อของอเมริกาคือจีนเพราะได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆปี

ตัวอย่างหนึ่งของการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาคือการขึ้นภาษีแผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์และชิ้นส่วนไปถึงอัตรา30% เป้าหมายคือการนำเข้าจากจีน มีผลกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตเร็ว และยังส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน 2.8 หมื่นคน ไม่รวมคนที่มีอาชีพติดตั้งแผงวงจร แสงอาทิตย์อีกประมาณ 1.3 แสนคน ผลลบยังขยายไปถึงอัตราค่าไฟฟ้าของคนอเมริกันที่จะเพิ่มสูงขึ้น และประโยชน์ต่อการวางรากฐานของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

โปรโมทแทรกอีบุ๊ก อีกตัวอย่างหนึ่งคือการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม หากจะบอกว่าเป้าหมาย คือประเทศจีนนั้นคงไม่ใช่เพราะการนำเข้าจากประเทศจีนมีสัดส่วนน้อยมาก แต่ผู้ส่งออกหลักคือแคนาดา บราซิล เกาหลี เม็กซิโก และรัสเซีย ดังนั้นหากจะยกเว้นภาษีแก่ให้แคนาดาและเม็กซิโกแล้ว จะเห็นได้ว่าสหรัฐฯเริ่มเปิดสงครามทางการค้ากับประเทศอื่นนอกจากจีน ตามหลักทางการค้าระหว่างประเทศแล้วการปกป้องอุตสาหกรรมต้นนํ้าเป็นสิ่งไม่พึงกระทำเพราะจะทำให้อุตสาหกรรมกลางนํ้าและปลายนํ้ามีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนทำให้สินค้าขั้นปลายไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก การขึ้นภาษีอุตสาหกรรมต้นนํ้าดังกล่าว เป็นการทำลายอุตสาหกรรมปลายนํ้าในประเทศในระยะยาว

ส่วนการค้าระหว่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู)เองเมื่อพิจารณารายการสินค้าหลัก เช่น เครื่องจักร ยานยนต์และส่วนประกอบ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สหรัฐฯเสียดุลการค้าให้สหภาพยุโรปในรายการดังกล่าว โดยมีเยอรมนีได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯมากที่สุด จากการส่งออกของรถยนต์ หากแต่จะทำสงครามการค้ากับเยอรมนีนั้นไม่ง่าย เพราะเยอรมนีเป็นสมาชิกอียู ซึ่งมีนโยบายการค้าเดียว และยังมีการใช้เงินสกุลเดียวหมายความว่าหากสหรัฐฯต้องการเปิดสงครามทางการค้ากับเยอรมนีจะเท่ากับเป็นการเปิดสงครามทางการค้ากับทั้ง 28 ประเทศในอียู (ปัจจุบัน Brexit อยู่ในการพิจารณา) อียูได้ออกมาขู่แล้วเช่นเดียวกันว่าหากมีสงครามการค้า อียูก็จะเก็บภาษีนำเข้า Digital Tax มีผลต่อ Apple Google Facebook เป็นต้น

ตาต่อตาฟันต่อฟัน สหรัฐฯก่อศึกการค้าไปทั่วโลกที่ต้องถูกตอบโต้ และยังไม่รู้อีกว่าศึกที่ก่อนั้นยังสร้างความเสียหายแก่ประเทศตัวเองในระยะยาว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,351 วันที่ 25 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว