
สงครามการค้า?
1) ต่อจากนี้ไปประเทศที่เห็นว่าถูกกระทบจากจำนวนสินค้านำเข้าก็จะหาเหตุผลในการประกาศขึ้นภาษีโดยอ้างกฎหมายในประเทศฉบับใดฉบับหนึ่งก็ได้และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า
2) ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเป็นการทั่วไปแต่กลับยกเว้นประเทศแคนาดา เม็กซิโก และออสเตรเลีย โดยมีคำอธิบายเพียงว่า 2 ประเทศแรกกำลังเจรจาแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรี NAFTA และออสเตรเลียมีความเข้าใจเรื่องความมั่นคง แต่ทรัมป์กำหนดเงื่อนไขที่ไม่ชัดเจนว่าจะยกเลิกข้อยกเว้นนี้ได้หากการเจรจา NAFTA ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ
ผมเห็นว่าเงื่อนไขนี้เป็นการ “ขู่” ทั้ง 2 ประเทศว่าหากไม่รับข้อเสนอตามที่สหรัฐฯต้องการแล้วสหรัฐฯ ก็จะขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมให้เท่ากับประเทศอื่นๆได้ เราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีกลยุทธ์เจรจาอย่างไร แต่ที่น่าแปลกใจมากไปกว่านี้ก็คือ ทรัมป์ประกาศเปิดโอกาสให้ทุกประเทศเจรจาได้ด้วย
ซึ่งผมเดาว่าทรัมป์ต้องการใช้มาตรการนี้ “แลก” กับประเทศส่งออกเหล็กอะลูมิเนียม เพื่อให้ยกเลิกมาตรการกีดกันการค้าต่อสหรัฐฯและหากมีประเทศใดยอมเจรจาแล้วทรัมป์ก็ประกาศชัยชนะทางการเมืองในทันทีโดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นจะมีมูลค่ามากหรือน้อยเท่าไหร่ เมื่อมองภาพนี้แล้วผมมีความเห็นว่าสงครามการค้าได้เกิดขึ้นจริงแล้ว
อย่างไรก็ตามผมก็ขอให้รัฐบาลไทยศึกษาว่าจะเจรจากับทรัมป์หรือไม่และอย่างไรเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ
ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมาแสดงให้เราเห็นถึงความขัดแย้งของแนวคิดที่ตรงข้ามกันคือระหว่างฝ่ายปกป้องและฝ่ายเสรี ซึ่งยังทำนายผลไม่ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่หากศึกษาจากภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าทั่วโลกครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในช่วงปี ค.ศ. 1929-1941 ก็จะเข้าใจได้ว่าการปกป้องตลาดนั้นมีผลกระทบทั่วโลกอย่างรุนแรงและยาวนานจนถึงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,349 วันที่ 18 - 21 มีนาคม พ.ศ. 2561






