thansettakij
thansettakij
สงครามการค้า?

สงครามการค้า?

19 มี.ค. 61 | 23:15 น.
TP8-3349-1C ผลกระทบจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างจะรุนแรงในแง่ของแนวคิดในการปกป้องตลาดมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริงด้วยเหตุผลดังนี้ คือ

1) ต่อจากนี้ไปประเทศที่เห็นว่าถูกกระทบจากจำนวนสินค้านำเข้าก็จะหาเหตุผลในการประกาศขึ้นภาษีโดยอ้างกฎหมายในประเทศฉบับใดฉบับหนึ่งก็ได้และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า

2) ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเป็นการทั่วไปแต่กลับยกเว้นประเทศแคนาดา เม็กซิโก และออสเตรเลีย โดยมีคำอธิบายเพียงว่า 2 ประเทศแรกกำลังเจรจาแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรี NAFTA และออสเตรเลียมีความเข้าใจเรื่องความมั่นคง แต่ทรัมป์กำหนดเงื่อนไขที่ไม่ชัดเจนว่าจะยกเลิกข้อยกเว้นนี้ได้หากการเจรจา NAFTA ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ

ผมเห็นว่าเงื่อนไขนี้เป็นการ “ขู่” ทั้ง 2 ประเทศว่าหากไม่รับข้อเสนอตามที่สหรัฐฯต้องการแล้วสหรัฐฯ ก็จะขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมให้เท่ากับประเทศอื่นๆได้ เราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีกลยุทธ์เจรจาอย่างไร แต่ที่น่าแปลกใจมากไปกว่านี้ก็คือ ทรัมป์ประกาศเปิดโอกาสให้ทุกประเทศเจรจาได้ด้วย

ซึ่งผมเดาว่าทรัมป์ต้องการใช้มาตรการนี้ “แลก” กับประเทศส่งออกเหล็กอะลูมิเนียม เพื่อให้ยกเลิกมาตรการกีดกันการค้าต่อสหรัฐฯและหากมีประเทศใดยอมเจรจาแล้วทรัมป์ก็ประกาศชัยชนะทางการเมืองในทันทีโดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นจะมีมูลค่ามากหรือน้อยเท่าไหร่ เมื่อมองภาพนี้แล้วผมมีความเห็นว่าสงครามการค้าได้เกิดขึ้นจริงแล้ว
อย่างไรก็ตามผมก็ขอให้รัฐบาลไทยศึกษาว่าจะเจรจากับทรัมป์หรือไม่และอย่างไรเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ

แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ เหตุการณ์ที่ 2 ที่พวกเราต้องให้ความสนใจและติดตามใกล้ชิดคือการลงนามข้อตกลงการค้าของ 11 ประเทศ ชื่อ Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP) ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของ TPP เดิมที่เคยมีสหรัฐฯ ร่วมอยู่ แม้ว่าขนาดของเศรษฐกิจรวมของกลุ่มใหม่นี้จะเล็กลงเหลือแค่ 13% ของโลกและขนาดประชากรลดลงเหลือประมาณ 500 ล้านคน แต่ข้อตกลงนี้มีความสำคัญต่อเราเป็นอย่างมากด้วยเหตุผล คือ 1) ใน 11 ประเทศนั้นมีเพียงแคนาดาและเม็กซิโก 2 ประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงกับไทยดังนั้นการเพิ่มอีก 2 ประเทศเพื่อเปิดพื้นที่การค้าและการลงทุนเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเพราะ 9 ประเทศที่เหลือมีข้อตกลงกับไทยในลักษณะใดลักษณะหนึ่งอยู่แล้วและหากเราไม่เข้าร่วมกับ CPTPP แล้วผลประโยชน์จะตกแก่ 9 ประเทศมากกว่า (ขณะนี้แคนาดาสนใจที่จะทำ FTA อาเซียน-แคนาดา) 2) ได้ตัดหรือปรับ 22 เงื่อนไขออกจากเดิมที่กำหนดโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากหรือมีปัญหา เช่น เรื่องการลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การบริการการเงิน เป็นต้น

ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมาแสดงให้เราเห็นถึงความขัดแย้งของแนวคิดที่ตรงข้ามกันคือระหว่างฝ่ายปกป้องและฝ่ายเสรี ซึ่งยังทำนายผลไม่ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่หากศึกษาจากภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าทั่วโลกครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในช่วงปี ค.ศ. 1929-1941 ก็จะเข้าใจได้ว่าการปกป้องตลาดนั้นมีผลกระทบทั่วโลกอย่างรุนแรงและยาวนานจนถึงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,349 วันที่ 18 - 21 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว