
IFF ทางเลือกใหม่ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย (ตอนที่ 1)
โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาภาระหนี้ของภาครัฐและความต้องการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการระดับหนี้สินของประเทศ โดยมองหาทางเลือกใหม่เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ซึ่งเดิมได้มีการกู้เงินภายในประเทศหรือต่างประเทศกับสถาบันการเงินรายใหญ่ หรือระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยโดยออกพันธบัตรออมทรัพย์เท่านั้น ต่อมาในปี 2554 เมื่อมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund หรือ IFF) ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการระดมทุนเพื่อการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการก่อหนี้สาธารณะ โดยหากรัฐวิสาหกิจมีการจัดตั้ง IFF จะไม่ถือเป็นการก่อหนี้สาธารณะ และ IFF ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ผลักดันและสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมทางการเงิน ระดมทุนผ่านการจัดตั้ง IFF อาทิเช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย (EGATIF) ที่ได้จัดตั้งและระดมทุน ในปี 2558 และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund ที่คาดว่าจะจัดตั้งและระดมทุน ในปี 2561 นี้ บางท่านอาจจะยังสงสัยอยู่ว่า IFF คืออะไรและดีอย่างไร?
IFF ถือเป็นกองทุนรวมปิด ที่มีเงินทุนจดทะเบียนขั้นตํ่า 2,000 ล้านบาท โดยสามารถเข้าลงทุนด้วยวิธี (1) ลงทุนโดยตรงในทรัพย์สินผ่านการถือครองกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะเหมาะสมกับทรัพย์สินที่สามารถโอนความเป็นเจ้าของได้ เช่น ทรัพย์สินของภาคเอกชน (2) ลงทุนในสัญญาแบ่งรายได้/สิทธิการเช่าในทรัพย์สิน ซึ่งจะเหมาะสมกับทรัพย์สินของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และ (3) ลงทุนโดยการเข้าถือหุ้นของบริษัทที่ประกอบกิจการโครง สร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ IFF สามารถลงทุนในโครงการที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ (Greenfield Project) ได้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 30% ของมูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทุน แต่หากเกินสัดส่วนดังกล่าวจะต้องเสนอขายต่อผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
ปัจจุบันประเทศไทยมี IFF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วทั้งสิ้น 6 กองทุน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 250,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มีนาคม 2561) ซึ่งเป็น IFF ที่ลงทุนในกิจการด้านโทรคมนาคม โรงไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชนทางราง นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมเงินทุนจากภาคเอกชนทั้งสถาบัน และรายย่อย เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดตั้งและเสนอขายหน่วยลงทุนต่อไป
แม้ว่า IFF ถือเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังต้องการการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ IFF ยังมีข้อจำกัดบางประการ ที่อาจทำให้ IFF ถูกลดความน่าสนใจจากผู้ระดมทุนได้ อาทิเช่น ข้อจำกัดในการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ ความไม่แน่นอนในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการของ IFF และด้านผู้ลงทุนเอง ก็มีข้อจำกัดในเรื่องการยกเว้นภาษีให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยเพียง 10 ปี นับจากวันจดทะเบียนจัดตั้ง IFF ข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นความท้าทายของภาครัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจต้องพิจารณาออกหรือปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อจูงใจให้ภาครัฐและภาคเอกชนพิจารณาระดมทุนผ่านการจำหน่ายทรัพย์สินหรือสิทธิในกระแสรายได้เข้า IFF มากขึ้น
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมมองว่า สำหรับประชาชนนอกจากจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้ว IFF ยังถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน นอกเหนือจากการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ส่วนผลตอบแทนขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน และประเภทการลงทุนของ IFF แต่ละกองทุน แต่โดยรวมนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับสำหรับบทความในตอนต่อไป ผมจะลองมาวิเคราะห์ในรายละเอียดกันว่า IFF นั้นมีประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ อย่างไรบ้าง เช่น ต่อรัฐบาล ต่อภาคเอกชน และต่อผู้ลงทุนเอง รวมถึงข้อจำกัดและความท้าทายต่างๆ ที่ทำให้กองทุนประเภทนี้ ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ในประเทศไทยกันนะครับ
“การระดมทุนผ่านIFF สามารถแบ่งเบาภาระงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะของภาครัฐ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,347 วันที่ 11 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2561






