
สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ โดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้สูงอายุบางคนยังคงพึ่งพิงการดูแลจากบุตร ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่แสดงว่า แหล่งเงินหลักในการดำรงชีพของผู้สูงอายุมาจากบุตรประมาณ 40% ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้น หากในอนาคตสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จำนวนคนทำงานที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุน้อยลง ผู้สูงอายุจึงต้องดูแลตนเองมากขึ้น และหากผู้สูงอายุไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านการเงินในวัยเกษียณของตนเองที่ดีพอ อาจทำให้เกิดปัญหา “จนตอนแก่” หรือไม่มีเงินที่จะใช้ในการดำรงชีพได้
แม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งการเป็นผู้สูงอายุได้ แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อป้องกันมิให้เข้าสู่ปัญหา “จนตอนแก่” หรือมีเงินไม่พอในการดำรงชีพได้ ซึ่งโดยทั่วไปเรามักจะเตรียมความพร้อมทางการเงินในรูปของการออมและการลงทุน รวมถึงการซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีที่อยู่อาศัยแล้วก็ตาม แต่ก็อาจมีความจำเป็นอื่นอีกที่ทำให้ต้องการหาแหล่งเงินหรือสภาพคล่องเพิ่มเติมไว้ใช้ในการดำรงชีพ ถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า โดยทั่วไปจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดที่สามารถเป็นแหล่งเงินเพื่อการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุได้บ้าง
แม้ว่าสินเชื่อ Reverse Mortgage นั้นจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับแหล่งเงินในการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุ แต่ก็มีข้อพึงระวังว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาสินเชื่อหรือผู้สูงอายุเสียชีวิต สถาบันการเงินจะนำที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุไปขายเพื่อชำระหนี้ ยกเว้นกรณีทายาทของผู้สูงอายุมาชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนที่อยู่อาศัยดังกล่าว ดังนั้นก่อนที่จะทำธุรกรรมดังกล่าว ผู้สูงอายุควรหารือกับคู่สมรส บุตร หรือผู้อยู่อาศัยร่วมในที่อยู่อาศัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการขอสินเชื่อ Reverse Mortgage ดังกล่าว รวมถึงลักษณะของสินเชื่อเงินงวดที่จะได้รับจากการขอสินเชื่อ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,338 วันที่ 8 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






