thansettakij
thansettakij
สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ โดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ โดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

10 ก.พ. 61 | 14:28 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.พ. 61 | 10:29 น.
MP23-3338-1A หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญของประเทศในระยะต่อไป คือการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยที่ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี สัดส่วนผู้สูงอายุ จะสูงถึง 20 % ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)” ซึ่งแปลได้ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนวัยทำงาน 4 คน จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้สูงอายุบางคนยังคงพึ่งพิงการดูแลจากบุตร ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่แสดงว่า แหล่งเงินหลักในการดำรงชีพของผู้สูงอายุมาจากบุตรประมาณ 40% ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้น หากในอนาคตสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จำนวนคนทำงานที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุน้อยลง ผู้สูงอายุจึงต้องดูแลตนเองมากขึ้น และหากผู้สูงอายุไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านการเงินในวัยเกษียณของตนเองที่ดีพอ อาจทำให้เกิดปัญหา “จนตอนแก่” หรือไม่มีเงินที่จะใช้ในการดำรงชีพได้

แม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งการเป็นผู้สูงอายุได้ แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อป้องกันมิให้เข้าสู่ปัญหา “จนตอนแก่” หรือมีเงินไม่พอในการดำรงชีพได้ ซึ่งโดยทั่วไปเรามักจะเตรียมความพร้อมทางการเงินในรูปของการออมและการลงทุน รวมถึงการซื้อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีที่อยู่อาศัยแล้วก็ตาม แต่ก็อาจมีความจำเป็นอื่นอีกที่ทำให้ต้องการหาแหล่งเงินหรือสภาพคล่องเพิ่มเติมไว้ใช้ในการดำรงชีพ ถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า โดยทั่วไปจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดที่สามารถเป็นแหล่งเงินเพื่อการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุได้บ้าง

โปรโมทแทรกอีบุ๊ก-6 “Reverse Mortgage” หรือสินเชื่อผู้สูงอายุโดยใช้บ้านที่มีอยู่แล้วเป็นหลักประกัน เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าจะเป็นทางเลือกในการหาแหล่งเงินเพื่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุได้ โดยผู้สูงอายุจะนำเอาบ้านพักอาศัยที่ตนเป็นเจ้าของไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ และนำเงินที่ได้รับมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยสถาบันการเงินจะเป็นผู้จ่ายเงินในแต่ละงวดให้ผู้สูงอายุตลอดชีวิตหรือตามระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งผู้สูงอายุยังคงสามารถอาศัยอยู่ในบ้านที่นำมาเป็นหลักประกันดังกล่าวได้โดยยังไม่ต้องชำระคืนสินเชื่อ แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาหรือเมื่อผู้สูงอายุเสียชีวิต หากทายาทของผู้สูงอายุไม่มาไถ่ถอนบ้านคืน บ้านนั้นก็จะตกเป็นของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะนำไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ต่อไป และในกรณีที่สถาบันการเงินจำหน่ายบ้านดังกล่าวได้ราคาตํ่ากว่ามูลหนี้ สถาบันการเงินจะไม่สามารถไล่เบี้ยจากผู้สูงอายุ (หรือทายาท) ให้รับผิดชอบส่วนขาดนั้นได้ แต่หากสถาบันการเงินจำหน่ายบ้านดังกล่าวได้ราคาที่สูงกว่ามูลหนี้ สถาบันการเงินก็จะต้องคืนส่วนเกินนั้นให้แก่ผู้สูงอายุ (หรือทายาท หรือบุคคลตามที่ตกลงกันไว้)

แม้ว่าสินเชื่อ Reverse Mortgage นั้นจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับแหล่งเงินในการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุ แต่ก็มีข้อพึงระวังว่าเมื่อครบกำหนดสัญญาสินเชื่อหรือผู้สูงอายุเสียชีวิต สถาบันการเงินจะนำที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุไปขายเพื่อชำระหนี้ ยกเว้นกรณีทายาทของผู้สูงอายุมาชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนที่อยู่อาศัยดังกล่าว ดังนั้นก่อนที่จะทำธุรกรรมดังกล่าว ผู้สูงอายุควรหารือกับคู่สมรส บุตร หรือผู้อยู่อาศัยร่วมในที่อยู่อาศัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการขอสินเชื่อ Reverse Mortgage ดังกล่าว รวมถึงลักษณะของสินเชื่อเงินงวดที่จะได้รับจากการขอสินเชื่อ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,338 วันที่ 8 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว