
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กับประเทศไทย
อย่างไรก็ดีเมื่อปลายปีที่แล้วองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) และ ธนาคารโลก (World Bank) ได้ทำการเผยแพร่รายงานที่มีชื่อว่า การติดตามความคุ้มครองด้านสุขภาพทั่วไป : รายงานการตรวจสอบทั่วโลกปี 2560 (Tracking Universal Health Coverage : 2017 Global Monitoring Report) ซึ่งได้มีการกล่าวถึงความคืบหน้าของเป้าหมายที่ 3.8 ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือเป็นที่รู้จักกันในนาม Sustainable Development Goals (SDGs) โดยเป้าหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในทุกประเทศรวมไปถึงการคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงินจากการเข้ารับบริการทางสุขภาพ
บทความนี้อยากจะทำการสรุปความคืบหน้าในภาพรวมของประเทศต่างๆ ในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเราอยู่ ณ ตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับเวทีโลกในขณะนี้ โดยจะนำผลบางส่วนจากรายงานดังกล่าวข้างต้นมาเล่าสู่กันฟัง
องค์การอนามัยโลกได้ให้คำนิยามของคำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage หรือ UHC) ว่าคือการที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริม การป้องกัน การรักษา หรือการฟื้นฟู โดยที่บริการทางสาธารณสุขเหล่านี้จะต้องมีคุณภาพเพียงพอที่จะมีประสิทธิภาพ และการไปใช้บริการทางสาธารณสุขนั้นจะต้องไม่ทำ ให้เกิดความยากลำบากทางการเงินแก่ประชาชน จากนิยามนี้องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และรัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ร่วมมือกันพัฒนาตัวชี้วัดสำคัญขึ้นมา 2 ตัว เพื่อใช้ในการสังเกต การณ์สถานการณ์ของประเทศ ต่างๆ ในการที่จะไปถึงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตัวชี้วัด 2 ตัวนี้ประกอบไปด้วย
2.สัดส่วนของประชากรที่มีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพเกิน 10% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการบริโภคหรือรายได้ ตัวชี้วัดนี้พยายามที่จะสรุปให้เห็นภาพว่าประชากรในแต่ละประเทศมีความเสี่ยงทางการเงินหรือไม่จากการไปใช้บริการทางสาธารณสุข ถ้าสัดส่วนของประชากรที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากกว่า 10% ของรายได้มีสัดส่วนที่สูง แสดงว่าระบบบริการสุขภาพของประเทศนั้นๆ ยังไม่มีระบบคุ้มครองความเสี่ยงทางด้านการเงิน (financial protection) ที่ดีเท่าที่ควร
ผู้เขียนได้ทำการสรุปผลจากรายงานโดยรวมของประเทศต่างๆ ทั่วโลกและของประเทศไทยไว้ในตาราง จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีความครอบคลุมการบริการทางสุขภาพของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอยู่ที่ 64% โดยมีค่าสูงสุดอยู่ที่ 86% และค่าตํ่าสุดที่ 22% โดยประเทศที่มีการครอบคลุมการให้บริการทางสุขภาพที่สูง (?80%) ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือเป็นประเทศสมาชิกของ OECD ทั้งสิ้น อาทิเช่น ประเทศออสเตรเลีย นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
ในทางกลับกันประเทศที่มีความครอบคลุมการบริการทางสุขภาพตํ่าที่สุดคือ ประเทศโซมาเลีย ตามมาด้วยหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา อาทิเช่น ประเทศเซาธ์ซูดาน มาดากัสการ์ มาลี ไนเจอร์ มอริเตเนีย สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ไลบีเรีย และกินี
ในส่วนของประเทศไทยนั้นจะเห็นได้ว่าดัชนีความครอบคลุมของการให้บริการทางสุขภาพอยู่ที่ระดับ 75% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกมากกว่า 10% และยังมีค่าสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงหลายๆแห่งอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ประเทศบาห์เรน ชิลี ไซปรัส กรีซ ฮังการี ลัตเวีย ลิธัวเนีย โอมาน ซาอุดีอาระเบีย เซเชลส์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงแม้ว่าประเทศไทยเรานั้นจะมีรายได้ปานกลางระดับสูงก็ตาม นอกจากนั้นแล้วเมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนพบว่าดัชนีความครอบคลุมการบริการทางสุขภาพของเรานั้นสูงเป็นอันดับที่ 3 รองลงมาจากประเทศสิงคโปร์และบรูไน
สำหรับตัวชี้วัดที่ 2 จากข้อมูลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกพบว่าค่าเฉลี่ยสัดส่วนของประชากรที่มีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพเกินกว่า 10% ของค่าใช้จ่ายในการบริโภคหรือรายได้อยู่ที่ 9.2% โดยประเทศเลบานอนมีสัดส่วนที่สูงที่สุดที่ 44.85% ซึ่งแสดงว่าประชาชนชาวเลบานอนมีความเสี่ยงทางการเงินที่สูงมากเมื่อไปใช้บริการทางสุขภาพ ในส่วนของประเทศไทยนั้นพบว่ามีประชากร 3.38% ที่มีค่าใช้จ่ายทางสุขภาพสูงเกินกว่า 10% ของรายได้ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับประเทศรายได้สูงหลายๆ ประเทศ (3-4%) อาทิเช่น ประเทศออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดา เดนมาร์ก และ ลักเซมเบิร์ก
จากการศึกษาตัวชี้วัดทั้ง 2 นี้ จะเห็นได้ว่าการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศ ไทยนั้นค่อนข้างจะก้าวมาได้ไกลกว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทั้งในแง่ของการบริการทางสุขภาพที่ครอบคลุมมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงบางประเทศ และความคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงินจากการเข้ารับบริการทางสุขภาพ ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและมีค่าใกล้เคียงกับประเทศที่มีรายได้สูงหลายๆ ประเทศ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าผลจากรายงานฉบับนี้ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับวงการสุขภาพของประเทศไทย
อย่างไรก็ตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้อง “ก้าว” ต่อไปเพื่อพัฒนาทั้งใน ส่วนของความยั่งยืนทางการเงินของระบบหลักประกันสุขภาพในภาครัฐของประเทศ การลดความเหลื่อมลํ้าระหว่างสิทธิการรักษาพยาบาลจากทั้ง 3 กองทุนของรัฐ รวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพของการให้บริการทางสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือร่วมใจจากทุกๆ ภาคส่วน ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน อย่างที่เราได้เห็นกันผ่านโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ค่ะ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,338 วันที่ 8 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






