
ท้องฟ้าสดใส แต่ให้พกร่ม
อย่างไรก็ดี หากเรามองข้ามช็อตไปปีหน้าคือปี 2562 เศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวจากฐานที่สูงในปีนี้และปีก่อน ทำให้ตลาดหุ้นปีนี้อาจจะดีสู้ปีก่อนไม่ได้ แต่ถ้ามองไป 3-5 ปีข้างหน้า หุ้นน่าจะยังเป็นขาขึ้น แต่อาจผันผวนระหว่างปีนี้ เป็นเหตุให้เราต้องพกร่มติดตัวท่ามกลางท้องฟ้าสดใสปลอดโปร่ง คืออย่าประมาท ผมจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้หลัก Stay Invested, Stay Diversified and Be Contrarian ในปีนี้
นั่นคือ คงนํ้าหนักลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์เดิม แต่พยายามกระจายเงินลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น ระหว่างทางควรรีบาลานซ์ หรือทยอยปรับพอร์ตด้วยการขายทำกำไรหุ้นที่ราคาปรับขึ้นเกินพื้นฐานแล้วนำเงินไปลงทุนหุ้นที่ราคาเหมาะสม หรือกล่าวสั้นๆ ว่า ปรับพอร์ต คัดเลือกสินทรัพย์ที่ดี และกระจายความเสี่ยงการลงทุน
ยกตัวอย่าง พอร์ตปัจจุบันสัดส่วนหุ้นต่างประเทศโตขึ้นตามราคาตลาด มาอยู่ที่ 35% อาจรีบาลานซ์โดยขายทำกำไรออกไปบางส่วนจนเหลือสัดส่วน 30% ตามเดิม หรือหากช่วงไหนตลาดหุ้นผันผวนเหลือเกิน จนสัดส่วนหุ้นต่างประเทศลดลงมาเหลือ 25% ก็อาจตัดสินใจใส่เงินลงทุนไปเพิ่ม เพื่อบาลานซ์พอร์ตให้เป็น 30% เท่าเดิม วิธีนี้เป็นวิธีปรับพอร์ตให้เหมาะสมสอดคล้องกับภาวะตลาด
ทิ้งท้ายสักนิดเรื่องการไปลงทุนในต่างประเทศ หลังแบงก์ชาติออกมาตรการผ่อนคลายให้ลูกค้า High Net Worth หรือ นิติบุคคลไทยและบุคคลไทยที่มีเงินฝากหรือเงินลงทุนในตราสาร และอนุพันธ์ 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท สามารถออกไปลงทุนในตราสารต่างประเทศและอนุพันธ์ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านตัวแทนการลงทุนในประเทศ ด้วยวงเงินลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี
ผมมองว่าลงทุนเยอะๆ คุ้ม แต่ลงทุนน้อยๆ ไม่คุ้ม
เพราะอะไรหรือครับ เพราะการไปลงทุนตรงเมืองนอกนั้นมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมโอนเงินเข้าออกต่างประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะลงทุนมากหรือน้อย ค่าใช้จ่ายบางรายการต้องจ่ายเท่ากัน ไม่ว่าจะนักลงทุนที่ลงทุนตรง หรือกองทุนที่รวมเงินลงทุนจากนักลงทุนหลายคนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมสำหรับผู้ที่ลงทุนไม่มากจะคุ้มค่ามากกว่า ผมจึงแนะนำว่าการไปลงทุนตรงต่างประเทศนั้นเหมาะกับรายใหญ่ลงทุนสูง ส่วนใครลงทุนน้อยๆ การลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,337 วันที่ 4 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






