thansettakij
thansettakij
ทางออกนอกตำรา : อย่าเอาหลักประกันคนเบี้ยน้อย  ไปต่อรอง ‘อุ้มนายทุน’

ทางออกนอกตำรา : อย่าเอาหลักประกันคนเบี้ยน้อย ไปต่อรอง ‘อุ้มนายทุน’

29 ม.ค. 61 | 11:25 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 61 | 18:49 น.
 

Po-1

ปัญหาใหญ่ที่แสลงใจนายจ้างกันทั้งเมืองในขณะนี้ หนีไม่พ้นมติการปรับขึ้นค่าแรงพรวดเดียว 5-22 บาท จนค่าแรงขั้นตํ่าใน 7 กลุ่มจังหวัดไปยืนอยู่ในระดับ 308-330 บาท
ฝ่ายนายจ้าง ยืนกรานว่า มติดังกล่าวปรับเกินกว่าคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดเสนอมา และน่าจะขัดข้อกฎหมาย

 

ถึงขนาดที่คนอย่าง กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประธานกรรมการหอการค้า ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องออกมาแสดงจุดยืนว่า ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 19 ได้พิจารณาประกาศการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นตํ่าปี 2561 มาอยู่ที่ 5-22 บาท หรือตกประมาณ 1.64-7.14% นั้น กกร.ได้สอบถามความคิดเห็นไปยังสมาชิกทั่วประเทศ โดยเฉพาะสมาชิกต่างจังหวัดถึงผลกระทบต่อการปรับอัตราค่าจ้างขั้นตํ่า สมาชิกมีข้อสังเกตว่า ได้ปรับเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการจังหวัด เสนอคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 19 คิดเป็น 92% ของจังหวัดทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มจังหวัด 35 จังหวัดที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ได้เสนอปรับขึ้นค่าจ้าง

MP25-3285-1

กลินท์ สารสิน


กลินท์ยกตัวอย่างว่า คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดระยอง  มีมติคงอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าเดิมวันละ 308 บาท  ซึ่งเป็นอัตราเดิมแต่อัตราค่าจ้าง ปี 2561 กำหนดให้ปรับเป็นวันละ 330 บาท จึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจในพื้นที่ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ภาคบริการ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการทั่วไป

 

ดังนั้น กกร.จึงขอเสนอให้รัฐบาลทบทวนมติอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่ได้มีมติออกมาตามคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลาง ให้เป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด และสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่กำหนดไว้

 

อันว่ามาตรา 87 นั้นกำหนดชัดว่า “ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึง ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม”

 

วรรค 2 ระบุว่า “การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าจะกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการ งาน หรือสาขาอาชีพ ประเภทใด เพียงใด ในท้องถิ่นใดก็ได้”

728x90

วรรค 3 ระบุว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมการจ้างงานและการคุ้มครองแรงงานสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภท คณะกรรมการค่าจ้างอาจพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่แตกต่างจากที่พิจารณากำหนดในวรรค 2 เพื่อใช้สำหรับลูกจ้างกลุ่มนั้นหรือประเภทนั้นในกิจการ งานหรือสาขาอาชีพประเภทใด เพียงใด ในท้องถิ่นใดก็ได้ ทั้งนี้ ค่าจ้างดังกล่าวต้องไม่ตํ่ากว่าอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดตามวรรค 2”

 

และวรรค 4 กำหนดว่า “ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละอาชีพตามมาตรฐานฝีมือที่กำหนดไว้ โดยวัดค่าทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถ แต่ต้องไม่ตํ่ากว่าอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด”

 

เรียกว่า ยกข้อกฎหมายมาต่อรองกับรัฐบาลกันโดยตรงๆไม่มีอ้อมค้อม...

 

เพียงแค่นี้ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลจะอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟไปเสียแล้ว...

S__15499367

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว


พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงแรงงาน ขอรับไม่ว่าท่านจะเยียวยาต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่ต่อสู้เรียกร้องขอบรรเทาความเดือดร้อนอย่างไร ผมก็เห็นว่าน่า “ซูเอี๋ย” กันได้

 

แต่ผมเห็นว่าการข้อเสนอให้ลดเงินสมทบประกันสังคมลงมา 1% จากเดิมที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 5% นั้นดูจะเกินเลยและเป็นการรอนสิทธิของบรรดาลูกจ้างที่เบี้ยน้อยหอยน้อยเป็นอย่างยิ่ง

 

กรณีการขึ้นค่าแรงและหาทางเยียวยานายจ้างด้วยการมาลดเงินสมทบประกันสังคมแบบนี้แตกต่าง จากที่ประกันสังคมเคยให้สิทธิกับผู้ประกันตนและนายจ้างที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆ ให้งดเว้นการจ่ายเงินสมทบ เพราะเป็นเรื่องฉับพลัน ไม่มีใครคาดคิด แต่กรณีนี้ ไม่ใช่ เป็นการต่อรองเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง ในขณะที่ลูกจ้าไม่มีหลักประกันใดๆเหลือในระยะยาวเลย

n20150914112521_85632

ผมเห็นว่าเรื่องนี้ รัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีแรงงานจะต้องพิจารณาให้รอบคอบรัดกุม ก่อนตัดสินใจ เพราะทุกการตัดสินใจมีผลกระทบกับแรงงานอย่างหนักหน่วงทั้งสิ้น

 

ถ้าท่านยังมองไม่เห็นภาพ ผมขออธิบายให้เห็นภาพชัดๆ ปัจจุบันลูกจ้างมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ทุกคนจะต้องตัดเงินสมทบเข้าประกันสังคมที่เท่ากับนายจ้างในสัดส่วน 5% เพื่อเป็นหลักประกันในยามเกษียณว่า จะมีเงินก้อนจากการสะสมตัดจากเงินเดือนไปใช้จ่ายยามชรา ใครที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาท ฝ่ายนายจ้างก็สมทบให้ 750 บาท

 

เงินสมทบฝ่ายละ 5% สูงสุด 750 บาท ที่เราจ่ายออกไปจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือนนี้ ถูกประกันสังคมหักไปตามสัดส่วนดังนี้...
ตัดไป  1.5% ของเงินสมทบ 750 บาท จะถูกกันออกไปอยู่ในกองทุนประกันเจ็บป่วย หรือ ตาย

 

ตัดออกไปประมาณ 0.5% จะถูกกันไว้อยู่ในกองทุนเป็นหลักประกันการว่างงาน พอตกงานก็จะมีเงินใช้

 

ตัดออกไปก้อนใหญ่ประมาณ 3% เอาไว้ในกองทุนประกันชราภาพ ไว้ใช้ยามเกษียณอายุจากงาน ซึ่งปกติคนเหล่านี้ ไม่มีหลักประกันชีวิตอยู่แล้ว ทำไมท่านต้องรังแกเขาด้วย

แรงงานเวียดนาม

เราไม่เคยคิดกันว่าเงินประกันชราภาพ 450 บาทนี้ จะมีพลานุภาพของมัน ในความจริงหากเราส่งครบ 1 ปี จะมีเงินก้อนโต 5,400 บาท เมื่อรวมกับฝ่ายนายจ้างที่สมทบมาเท่ากันนั้นเท่ากับว่ามนุษย์ลูกจ้างจะมีเงินสะสมของตัวเองเป็นประกันชราภาพอีก 5,400 บาท รวม 2 ก้อนนี้ ก็ตก 1 หมื่นบาท นี่คือเงินของลูกจ้างที่พึงได้รับจากการสมทบเข้าประกันสังคม

 

ปัจจุบันมีนายจ้างที่จ่ายเงินเข้าระบบประกันสังคมมีอยู่ 4.4 แสนราย มีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อยู่ประมาณ 10.8 ล้านคน ผู้ประกันตนมาตรา 39 ประมาณ 1 ล้านคน รวมกันทั้งสิ้น12 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประมาณ30-31% ที่จ่ายเต็มอัตราสูงสุด 750 บาทต่อเดือน เงินสมทบทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้างมีอยู่รวมกันประมาณ 1 แสนล้านบาท

 

ถ้ารัฐบาลยอมนำสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้รับเงินสมทบจากนายจ้างไปเป็นเงื่อนไขในการเจรจาเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง โดยยอมให้ฝ่ายนายจ้างลดเงินสะสมเข้ากองทุนประกันสังคม 1% ก็เท่ากับว่าเป็นการตัดสิทธิลูกจ้าง แต่กลับไปช่วยนายจ้างเต็มๆ

แถมสัดส่วนการช่วยนายจ้างให้ลดเงินสมทบลง 1% จะมากกว่าการขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้าง 5-22 บาทเสียอีก

อย่าตีโง่นะรัฐบาลจ๋า...
คอลัมน์ 'ทางออกนอกตำรา' หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 6 ฉบับ 3335 ระหว่างวันที่ 28-31 ม.ค.2561