
2018 ปีแห่ง QRCode
ทำไมถึงต้องทำในเรื่องนี้? คำตอบก็คือ หากยังมีการหอบเงินสดเป็นฟ่อนๆ เพื่อมาจ่ายให้กัน จะทำให้รัฐบาลต้องพิมพ์ธนบัตรออกมา และธนบัตรทุกใบที่ใช้มันมีต้นทุนสูงทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ประชาชนผู้บริโภค และบริษัทร้านค้าต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้จากเงินสดมาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิตอลแทน นอกจากช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในองค์รวม ที่สำคัญยังช่วยทำให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตที่สะดวก และง่ายดายขึ้น
ทั้ง 5 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเสมือนหัวใจสำคัญในการเดินหน้าโครงการ National e- Payment ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2016 กว่าขวบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการผลักดันในบางเรื่องอย่างพร้อมเพย์ หรือการกระตุ้นการใช้บัตรเดบิตการ์ดของประชาชนกันอย่างคึกคัก
คิวอาร์ โค้ด จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้ ในต้นทุนที่ไม่สูงนัก เพราะแค่เอาคิวอาร์ โค้ดไปติดไว้หน้าร้านแล้วใช้มือถือยิงได้เลย ทำให้มีต้นทุนที่ตํ่าลงไปอีก ซึ่งน่าจะเข้ามาตอบโจทย์ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
ข้อแตกต่างของคิวอาร์ โค้ดกับพร้อมเพย์นั้น แม้พร้อมเพย์จะเป็นตัวช่วยที่ดี แต่การที่จะโอนเงินให้คนอื่นได้ต้องขอข้อมูลอย่างเบอร์มือถือ หรือเลขที่บัตรประชาชน ซึ่งบางทีผู้รับเงินไม่อยากให้ จึงสามารถตอบโจทย์ได้ด้วยคิวอาร์ โค้ดที่ไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลดังกล่าวเลย เพราะแค่สแกนคิวอาร์ก็สามรถโอนเงินได้แล้ว
ปี 2018 นี้ จึงเป็นปีแห่งคิวอาร์ โค้ดที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และร้านค้าเล็กๆ ข้างทางที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภคจากเงินสดมาที่อิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิตอลมากขึ้น ที่ผมอยากให้ทุกคนจับตาและพร้อมปรับตัว
นอกจากเรื่องของความสะดวกสบายในการชำระเงินแล้ว ประโยชน์ที่ได้กลับมาอีกอย่างก็คือเรื่องของข้อมูลการใช้จ่ายที่สามารถนำมาต่อ
ยอดในการทำธุรกิจได้สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า เช่น ระบบบริหารสินค้าคงคลัง การทำ CRM และการสร้าง Royalty ให้กับธุรกิจ เป็นการเปิดเข้าสู่ยุคของ Cashless Society ที่ทุกฝ่ายมีแต่ได้กับได้จริงๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,333 วันที่ 21 - 24 มกราคม พ.ศ. 2561






