thansettakij
thansettakij
2018 ปีแห่ง QRCode

2018 ปีแห่ง QRCode

24 ม.ค. 61 | 10:54 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 61 | 17:54 น.
MP23-3333-A ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา คำว่า “National e-Payment” กลายเป็นคำที่ทุกคนได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญของโครงการ National e-Payment จากภาครัฐอยู่ที่การเดินหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งภาคประชาชน และนิติบุคคล จากการใช้เงินสดเยอะๆ มาเป็นดิจิตอล หรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดแบบเต็มตัว

ทำไมถึงต้องทำในเรื่องนี้? คำตอบก็คือ หากยังมีการหอบเงินสดเป็นฟ่อนๆ เพื่อมาจ่ายให้กัน จะทำให้รัฐบาลต้องพิมพ์ธนบัตรออกมา และธนบัตรทุกใบที่ใช้มันมีต้นทุนสูงทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ประชาชนผู้บริโภค และบริษัทร้านค้าต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้จากเงินสดมาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิตอลแทน นอกจากช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในองค์รวม ที่สำคัญยังช่วยทำให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตที่สะดวก และง่ายดายขึ้น

TP05-3327-4 กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ จึงให้ความร่วมมือเพื่อผลักดันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้จะมีด้วยกันอยู่ 5 เรื่องหลักๆ คือ ระบบรับและโอนเงินพร้อมเพย์ การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบภาษี และเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐ และสุดท้าย เรื่องของการทำความรู้ ความเข้าใจกับภาคประชาชนถึงข้อดีต่างๆ ของโครงการ National e-Payment ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากประชาชนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน จะเกิดปัญหาตามมาได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากการเปิดตัวของ “พร้อมเพย์” ที่ในช่วงแรกเกิดการเข้าใจผิดว่า หากเปิดใช้พร้อมเพย์แล้ว รัฐบาลจะรู้ข้อมูลของผู้ใช้ และจะนำไปสู่การเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปค่อนข้างมาก การให้ความรู้ และทำความเข้าใจกับประชาชน จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ทั้ง 5 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเสมือนหัวใจสำคัญในการเดินหน้าโครงการ National e- Payment ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2016 กว่าขวบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการผลักดันในบางเรื่องอย่างพร้อมเพย์ หรือการกระตุ้นการใช้บัตรเดบิตการ์ดของประชาชนกันอย่างคึกคัก

ad-hoon ล่าสุดคือเรื่องของคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ซึ่งเมื่อได้ศึกษาจากประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการใช้คิวอาร์ โค้ดอย่างจีน และอินเดียแล้ว น่าจะนำมาใช้ในบ้านเราได้ โดยเฉพาะกับการเปิดเข้าไปสู่ร้านค้าย่อยๆ ประเภทร้านค้าที่อยู่ตลาดสด ร้านอาหาร ข้างทาง หรือรถเข็น และที่สำคัญใช้ใน Supply Chain ซึ่งร้านค้าเหล่านั้นยังรับเงินสดเป็นชีวิตประจำวัน และธนาคารพาณิชย์เองยังไม่ได้เข้าไปติดตั้งเครื่อง EDC เพื่อรับบัตรเดบิต

คิวอาร์ โค้ด จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้ ในต้นทุนที่ไม่สูงนัก เพราะแค่เอาคิวอาร์ โค้ดไปติดไว้หน้าร้านแล้วใช้มือถือยิงได้เลย ทำให้มีต้นทุนที่ตํ่าลงไปอีก ซึ่งน่าจะเข้ามาตอบโจทย์ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
ข้อแตกต่างของคิวอาร์ โค้ดกับพร้อมเพย์นั้น แม้พร้อมเพย์จะเป็นตัวช่วยที่ดี แต่การที่จะโอนเงินให้คนอื่นได้ต้องขอข้อมูลอย่างเบอร์มือถือ หรือเลขที่บัตรประชาชน ซึ่งบางทีผู้รับเงินไม่อยากให้ จึงสามารถตอบโจทย์ได้ด้วยคิวอาร์ โค้ดที่ไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลดังกล่าวเลย เพราะแค่สแกนคิวอาร์ก็สามรถโอนเงินได้แล้ว

ปี 2018 นี้ จึงเป็นปีแห่งคิวอาร์ โค้ดที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และร้านค้าเล็กๆ ข้างทางที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภคจากเงินสดมาที่อิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิตอลมากขึ้น ที่ผมอยากให้ทุกคนจับตาและพร้อมปรับตัว

นอกจากเรื่องของความสะดวกสบายในการชำระเงินแล้ว ประโยชน์ที่ได้กลับมาอีกอย่างก็คือเรื่องของข้อมูลการใช้จ่ายที่สามารถนำมาต่อ

ยอดในการทำธุรกิจได้สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า เช่น ระบบบริหารสินค้าคงคลัง การทำ CRM และการสร้าง Royalty ให้กับธุรกิจ เป็นการเปิดเข้าสู่ยุคของ Cashless Society ที่ทุกฝ่ายมีแต่ได้กับได้จริงๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,333 วันที่ 21 - 24 มกราคม พ.ศ. 2561
e-book-1-503x62