thansettakij
thansettakij
ขายไอเดีย แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน l ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ

ขายไอเดีย แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน l ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ

04 ม.ค. 59 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 59 | 17:20 น.
ปี 2558 ที่ผ่านไปปัญหาหนึ่งของประเทศไทยที่แค่บรรเทาเบาบาง แต่อาจจะกลับมาเยือนอีกและเป็นปัญหาระดับชาติในปีหน้า คือ “ภัยแล้ง” ซึ่งหลายคนแสดงความกังวลว่าภัยแล้งในปี 2559 จะทวีความรุนแรงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงต่อภาคเกษตรกรรม แต่จะลามไปถึงภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชนที่จะประสบภาวะขาดแคลนน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภค ภาพแม่น้ำลำคลองที่แห้งขอด ภาพของตลิ่งที่พังทลายและถนนที่ยุบตัวอันเนื่องมาจากภัยแล้ง ภาพการขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อเอาน้ำใต้ดินมาช่วยนาข้าวที่กำลังจะเฉาตาย ภาพรถขนน้ำมาแจกจ่ายชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำประปา ฯลฯ เกิดขึ้นหลังจากประเทศไทยผ่านพ้นมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2554 เพียงแค่ 4 ปี เดี๋ยวท่วม เดี๋ยวแล้ง ไม่มีความพอดี ไม่มีปัญญาจัดการน้ำ ทั้งๆที่พูดกันมาตลอด 4 ปีว่าจะต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำระดับชาติ แต่จนถึงวันนี้นอกจากระดมขุดบ่อ ขุดลอกคูคลองแล้ว ยังไม่มีโครงการใดที่จะมาตอบโจทย์ประเทศไทยได้ว่าสามารถเอาชนะธรรมชาติได้แล้ว

สังวรณ์ ลิปตพัลลภ เพราะภาพน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ยังติดตา เพราะการเป็นวิศวกรที่ชอบเอาชนะปัญหาที่ท้าทาย ประกอบกับการมีประสบการณ์ในงานก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถสร้างงานที่ท้าทายจินตนาการได้มากมาย คุณสังวรณ์ ลิปตพัลลภ จึงพยายามตีโจทย์ของปัญหาการบริหารจัดการน้ำในบ้านเรากระทั่งคิดว่าได้คำตอบในระดับหนึ่ง และในวันนี้เมื่อตนเองขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย จึงอยากเสนอแนวคิดนี้ต่อสังคม ให้ช่วยกันคิดต่อว่ามีความเป็นไปได้ขนาดไหน

แนวความคิด


จากข้อมูลของหน่วยราชการ น้ำระบายออกสู่ทะเลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณสุทธิที่ได้หักปริมาณน้ำทะเลที่ไหลเข้าในช่วงเวลาน้ำขึ้น การคำนวณพบว่าน้ำทะเลสามารถไหลย้อนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ดังนั้นน้ำจืดที่ไหลออกสู่ทะเลก็คือ 350 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มปริมาณน้ำจืดที่ไหลออกอีกประมาณ 150 ล้าน ลบ.ม. ก็จะได้ปริมาณน้ำไหลออกเป็น 300+150 = 450 ล้าน ลบ.ม. ก็จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
ดังนั้นการเพิ่มปริมาณน้ำไหลออกทะเลให้มากขึ้นก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยตรง เพราะฉะนั้นถ้าช่วยสูบน้ำเพิ่มในเวลาที่น้ำไหลออกทะเล(ช่วงน้ำลง) ก็จะทำให้น้ำในแม่น้ำระบายออกทะเลได้มากกว่าเดิม
จะเห็นได้ง่ายว่าระบบสูบน้ำที่กล่าวมานี้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไหลออกทะเลได้ง่าย ซึ่งสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร
สำหรับพื้นที่ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ก็จะได้รับประโยชน์จากระบบสูบน้ำดังกล่าวด้วย เพราะสถานีสูบสามารถสูบน้ำออกเพื่อลดระดับของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งจะเป็นผลให้น้ำตอนบน สามารถไหลออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น

แนวทางการป้องกันน้ำท่วม


กระผมมีแนวคิดว่าหากก่อสร้างสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่โดยอาศัยพื้นที่บริเวณปากอ่าวประมาณ 1.5 ตารางกิโลเมตร ก็จะสามารถสูบน้ำได้เป็นจำนวนมาก และ ป้องกันการเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้
เนื่องจากภูมิประเทศไทย ได้บังคับให้น้ำฝนประมาณ 80 % ของพื้นที่จากภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ไหลลงทะเลโดยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลออกทะเลที่จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้นจึงใช้แนวคิดนี้รวมกับ Technologyทางด้านปั้มน้ำปัจจุบันซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาก ปั้มน้ำขนาดใหญ่สามารถสูบน้ำได้จำนวนมากและรวดเร็วมาก ก็จึงมีแนวคิดว่าการสูบน้ำปริมาณมากๆจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพสูง
สาเหตุหลักของการเกิดอุทกภัยน้ำท่วมคือปริมาณฝนที่มากเกินกว่าที่แม่น้ำจะระบายออกได้ ดังนั้นถ้าสามารถทำให้การระบายน้ำเร็วขึ้นกว่าเดิมก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ การใช้วิธีสูบน้ำออกคือวิธีที่สามารถทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่นๆ ถ้าใช้วิธีสูบออกขณะที่น้ำไหลออกทะเล(ช่วงน้ำลง)ก็จะเป็นวิธีเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องปิดกั้นแม่น้ำ ซึ่งจะไม่กระทบกับธุรกิจการเดินเรือ และการสัญจรทางน้ำ

ความจำเป็นของโครงการ


ที่ผ่านมา น้ำท่วมใหญ่ทุกครั้งได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งชีวิต และทรัพย์สิน โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2554 มีประชาชนเสียชีวิตประมาณ 500 คน และที่เสียหายหนักคือการย้ายฐานการผลิตของโรงงานและนักลงทุนต่างประเทศ การสร้างสถานีสูบน้ำที่สามารถควบคุมปริมาณได้จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยิ่ง

ปริมาณน้ำที่ต้องสูบ


จากการคำนวณปริมาณน้ำที่บริษัทฯที่ปรึกษาโครงการ Flood way ได้วิเคราะห์ไว้คือการระบายน้ำเพิ่มอีกประมาณ 150 ล้าน ลบ.เมตรต่อวัน ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณ Free Flow ของแม่น้ำเจ้าพระยาอีกประมาณ 300 ล้าน ลบ.เมตร ก็จะได้ 450 ล้าน ลบ.เมตร ต่อวัน ดังนั้นปริมาณน้ำที่ต้องสูบคือ 150 ล้านลบ.ม./วัน อย่างไรก็ดีการออกแบบสถานีสูบน้ำสามารถเพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำได้อีกมากหากต้องการ

ข้อดีของการใช้วิธีสูบน้ำ


1. ใช้พื้นที่น้อยมาก ประมาณ 1.5 ตารางกิโลเมตร (1,000 ไร่) เมื่อเทียบกับระบบ Floodway ซึ่งต้องใช้พื้นที่หลายล้านไร่ ประชาชนสามารถทำประโยชน์ได้อีกมากจากที่ดิน
2. ลดขั้นตอนเรื่องประชาวิจารณ์ และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการก่อสร้างใช้พื้นที่เพียงจุดเดียว หากจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็จะทำได้ง่ายมาก
3. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตามต้องการ เช่น สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกก่อนล่วงหน้า เพื่อลดระดับ เพื่อรองรับน้ำตอนบน และเร่งความเร็วของกระแสน้ำออกสู่ทะเล
4. ก่อสร้างและสามารถใช้งานได้รวดเร็ว ประมาณ 30 เดือน
5. ทำให้เขื่อนต่างๆสามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการกักเก็บน้ำ จึงเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้ง และไฟฟ้าขาดแคลนได้ด้วย
6. สามารถเพิ่มจำนวนเครื่องสูบ เพื่อให้สามารถสูบน้ำได้มากขึ้น
7. สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก เพราะนักลงทุนมีความมั่นใจและปลอดภัยจากถัยน้ำท่วม

ความเห็นเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย 3.5 แสนล้าน


โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่หลายล้านไร่ ดังนั้นจึงต้องใช้เงินจำนวนมากถึง 3.5 แสนล้าน และยังต้องมีขั้นตอนอีกมาก เช่น การเวนคืนที่ดิน การย้ายประชาชนที่รุกร้ำ การพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม การประชาวิจารณ์ การออกแบบก่อสร้างรายละเอียดต่างๆ โครงการ 3.5 แสนล้านยังประกอบด้วยโครงการย่อยๆอีกกว่าร้อยโครงการดังนั้น ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดจะต้องใช้เวลานานมาก และหากมีการคัดค้านจากชาวบ้าน หรือ ชุมชน ก็คงต้องใช้เวลาเพิ่มอีกมาก ภายหลังการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย รัฐยังต้องมีหน่วยดูแลรักษาและเดินเครื่องจักรอีกหลายร้อยจุด ซึ่งรัฐต้องก่อสร้างบ้านพักอาศัย สำนักงาน และจัดหา รถยนต์ และ เครื่องจักรอีกมากเช่นกัน ซึ่งหมายถึง เงินงบประมาณที่ต้องจัดเตรียมเพิ่มขึ้นทุกๆปีต่อไป

การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และ ไฟฟ้าขาดแคลน


จากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ทำให้เกิดความกลัวอย่างมากในเรื่องน้ำท่วม สาเหตุหนึ่งของการเกิดอุทกภัยคือการกักเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ เพื่อสำรองใช้เพื่อการเกษตรและเพื่อการผลิตไฟฟ้า แต่เมื่อเกิดพายุฝน พร้อมกันหลายลูกก็จำเป็นต้องปล่อยน้ำทิ้ง และเมื่อรวมกับน้ำบริเวณใต้เขื่อนจึงเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำจำนวนมหาศาล และเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรงดังนั้นในปีต่อๆมา เขื่อนต่างๆ จึงไม่กล้ากักเก็บน้ำในปริมาณมาก แต่จะเก็บแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภัยแล้ง และการขาดแคลนไฟฟ้าในที่สุด
หากมีสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ดังที่กล่าวข้างต้นได้เขื่อนต่างๆ ก็สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มที่ตามปกติ ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะฝนแล้งก็ยังสามารถปล่อยน้ำออกมาช่วยภาคเกษตรได้ง่าย และก็ยังมีเหลือสำหรับผลิตไฟฟ้าอีกด้วย

download (8)

download (5) download download (1) download (2) download (3) download (4) download (6)