
เมื่อสหรัฐฯทำลายกำแพง‘Net Neutrality’
Net Neutrality คืออะไร แปลเป็นภาษาไทยว่า ความเป็นกลางทางอินเตอร์เน็ต หรือบางคนจะเรียกว่า ความเท่าเทียมทางอินเตอร์เน็ต ก็ได้ ซึ่งกฎนี้ประกาศใช้ออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี่เอง โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์อินเตอร์เน็ตต้องให้ความเป็นกลางกับการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน ความเร็วเท่ากัน ไม่ให้มีการให้สิทธิพิเศษกับเว็บไซต์นี้ บริการนี้เป็นพิเศษ
เช่น บริษัทหนึ่งอยากให้คนเข้าถึงวิดีโอสตรีมมิ่งของตัวเอง ก็จ่ายเงินพิเศษให้กับบริษัทผู้ให้บริการเพื่อให้เพิ่มความเร็วของเน็ตให้ผู้ชมเข้าถึง รวมไปถึงดาวน์โหลดเว็บไซต์ได้เร็วกว่าของคนอื่นๆ อย่างนี้ถือว่าไม่มีความเป็นกลางของอินเตอร์เน็ตครับ
แล้วความเป็นกลางทางอินเตอร์ เน็ต นั้นมีประโยชน์อะไร?
ประเด็นแรก ความเป็นกลาง ทางอินเตอร์เน็ต จะช่วยให้บริษัทเล็กๆที่มีเงินน้อยไม่เสียเปรียบบริษัทใหญ่ๆ มากนัก คือผู้ใช้บริการ สามารถเข้าใช้บริการผ่านเว็บไซต์บริษัทเล็กๆ ได้รวดเร็วและสะดวกเท่าๆ กับเข้าบริการเว็บไซต์ ของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคก็จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
แล้วการทำลาย Net Neutrality จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง?
แน่นอนว่า บริษัทที่ใหญ่กว่าก็อาจจะจ่ายงานให้กับบริษัทผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเว็บไซต์ หรือวิดีโอ ได้รวดเร็วกว่าการเข้าถึงเว็บไซต์ของบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีเงินจ่ายพิเศษให้กับผู้ให้บริการอินเตอรเน็ตนั่นเอง และในที่สุดแล้ว ก็จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการผูกขาดสินค้าและบริการทางอินเตอร์เน็ตขึ้นได้ และสุดท้ายบริษัทใหญ่ๆ ที่จ่ายเงินพิเศษให้กับบริษัทอินเตอร์เน็ตก็จะผลักภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค ทำให้คนอย่างเราๆ ก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นนั่นเองครับ
นั่นคือผลเสียของการทำลายกฎความเป็นกลางทางอินเตอร์เน็ต แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน ซึ่งบาง ครั้งความเป็นกลาง หรือความเท่าเทียมทางอินเตอร์เน็ต ก็ทำให้บริษัทเหล่านี้สูญโอกาสที่จะสร้างรายได้เช่นกัน
ในขณะนี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุค Internet of Things ที่ทุกความเคลื่อนไหวของมนุษย์กำลังถูกเชื่อมเข้าสู่อินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึง เข้านอนตอนคํ่า แต่ความเป็น กลางทางอินเตอร์เน็ตกำลังถูกทำลายลงในสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลทางการเงินของภาคเอกชน
ซึ่งสุดท้ายผู้บริโภคนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,326 วันที่ 28 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560






