thansettakij
thansettakij
ห้ามสถานพยาบาล‘ผ่าตัดลูกอัณฑะ’ ‘สาธารณสุข’มีอำนาจสั่งได้

ห้ามสถานพยาบาล‘ผ่าตัดลูกอัณฑะ’ ‘สาธารณสุข’มีอำนาจสั่งได้

10 ธ.ค. 60 | 07:06 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ธ.ค. 60 | 14:06 น.
TP6-3321-2 เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.480/2560 กรณีกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้สถานพยาบาลระงับการให้บริการผ่าตัดลูกอัณฑะของผู้ชายที่ต้องการเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นผู้หญิงไว้ก่อนจนกว่าแพทยสภาจะวินิจฉัยและกระทรวงสาธารณสุขจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

ทำให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป และเมื่อเป็นเช่นนี้ คดีนี้จึงน่าจะอยู่ในความสนใจของสังคมมิใช่น้อย

เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในคดีนี้ นายปกครอง มีข้อสรุปจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขใช้อำนาจออกคำสั่ง ตลอดจนข้อกฎหมายที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งชอบด้วยกฎหมายโดยกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจออกคำสั่งได้

มูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากมีผู้ร้องเรียนว่ามีสถานพยาบาลบางแห่งได้ให้บริการผ่าตัดลูกอัณฑะให้แก่ผู้ชายที่ต้องการเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นผู้หญิง กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงได้ ตรวจสอบสถานพยาบาลและได้พบข้อเท็จจริงตามที่มีการร้องเรียน จากนั้นจึงได้นำเข้าหารือต่อคณะกรรมการสถานพยาบาล ซึ่งที่ประชุมมีมติว่า

TP6-3321-1 ให้ผู้อนุญาตแจ้งสถานพยาบาลระงับการให้บริการผ่าตัดลูกอัณฑะไว้จนกว่าแพทยสภาจะวินิจฉัยและกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และให้หารือ คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นที่ นร 0901/0847 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 ว่า การผ่าตัดลูกอัณฑะไม่ใช่วิธีการรักษาทางการแพทย์และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแปลงเพศ การผ่าตัดลูกอัณฑะจะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายมากกว่าผลดี คือ แก่เร็ว ศีรษะล้าน อ้วน ความดันโลหิตสูง เป็นโรคซึมเศร้า และส่งผลทางด้านสุขภาพจิต โดยไม่อาจกลับมาสู่สภาพเดิมได้จนอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย และหากกระทำกับเยาวชนที่มีอายุไม่ถึงสิบแปดปี จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโตมีผลเสียต่อสุขภาพ ย่อมเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา

ต่อมา กระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้อนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล จึงออกคำสั่งตามหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2551 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ถึงผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล สั่งให้สถานพยาบาลที่มีการผ่าตัดลูกอัณฑะระงับการให้บริการไว้ก่อนจนกว่าแพทยสภาจะวินิจฉัยและกระทรวงสาธารณสุขจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้ฟ้องคดีเป็นแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานพยาบาลและเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล โดยทำการรักษาและผ่าตัดให้ผู้ป่วยทั่วไป รวมถึงการผ่าตัดลูกอัณฑะด้วย เห็นว่าคำสั่งตามหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2551 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จึงฟ้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยในทางเดียวกัน โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการควบคุมและดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ

บาร์ไลน์ฐาน การให้บริการผ่าตัดลูกอัณฑะให้แก่ผู้เข้ารับบริการในสถานพยาบาลของผู้ฟ้องคดีอาจมีลักษณะที่เป็นอันตรายแก่ผู้เข้ารับการผ่าตัด ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและอาจมีผลเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้อนุญาตพบว่าสถานพยาบาลของผู้ฟ้องคดีมีการให้บริการที่อาจเป็นอันตรายและอาจมีผลเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม จึงย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพื่อเป็นการควบคุมกิจการสถานพยาบาลและให้ความคุ้มครองประชาชนผู้รับบริการในระหว่างที่แพทยสภาทำการวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรฐานแห่งวิชาชีพเวชกรรม และถึงแม้จะห้ามมิให้ดำเนินการผ่าตัดลูกอัณฑะ แต่ก็เป็นเพียงการห้ามดำเนินการชั่วคราวมิใช่มีผลเป็นการระงับอย่างถาวร เมื่อแพทยสภาทำการวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรฐานแห่งวิชาชีพเวชกรรมแล้วเสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นต่อไป ในระหว่างนี้จึงยังสามารถประกอบวิชาชีพโดยการรักษาพยาบาลในด้านอื่น ๆ ได้

นี่คือ ข้อสรุปที่สำคัญของคดีครับ และหากผู้สนใจต้องการอ่านในรายละเอียด สามารถศึกษาได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฉบับเต็มครับ... !!

คดีนี้ แม้สถานพยาบาลเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข แต่เมื่อคำสั่งเรื่องดังกล่าวใช้บังคับกับสถานพยาบาลทุกแห่งและศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงย่อมส่งผลต่อสถานพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องให้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามด้วยว่า แพทยสภาจะวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร ? และกระทรวงสาธารณสุขจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ?

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,321 วันที่ 10 - 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว