
เปิดพิมพ์เขียวการออกแบบเมือง ทางรอดเดียว! ของการพัฒนาเมือง
แล้วถามว่า ทำไมจึงจำเป็นต้องออกแบบเมือง อันนี้ตอบง่าย เมืองที่ไม่ได้ออกแบบก็จะเป็นเมืองที่ขาดความสมบูรณ์ ระบบกายภาพของเมืองก็คล้ายกับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ ระบบทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานต่างมีบทบาทหน้าที่ของตนเอง การออกแบบเมืองเป็นการวางผังให้ระบบทางกายภาพได้รับการจัดวางให้ถูกต้องเหมาะสมตามบทบาท ตรงไหนต้องรองรับคนมากน้อยจำเป็นจะมีโครงสร้างพื้นฐานอะไรอันนี้ต้องออกแบบให้ถูกต้อง คุณภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนถึงจะเดินต่อได้อย่างสมบูรณ์
กล่าวตามเกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) เกณฑ์ความเป็นผู้นำการออกแบบด้านพลังงานและสภาพแวดล้อมระดับย่าน (LEED-ND) และเกณฑ์การจำแนกส่วนของเมือง (Transect) การออกแบบเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการจำแนกพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นพื้นที่สงวนรักษา ได้แก่ พื้นที่ป่าเขาแหล่งต้นนํ้า ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ส่วนที่ 3 เป็นพื้นที่ย่านชานเมือง ส่วนที่ 4 เป็นที่อยู่อาศัยผสมผสานพาณิชยกรรม ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของที่อยู่อาศัยมากกว่าพาณิชยกรรม ส่วนที่ 5 เป็นพาณิชยกรรมผสมผสานที่อยู่อาศัย หมายถึงสัดส่วนของพาณิชยกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัย ส่วนที่ 6 เป็นพื้นที่ใจกลางเมืองหรือพาณิชยกรรมเข้มข้นและสถานที่สำคัญของเมือง
[caption id="attachment_239179" align="aligncenter" width="503"]
เมื่อแบ่งส่วนได้แล้วก็ต้องหาศูนย์ในแต่ละส่วนของเมือง ศูนย์ชนบท ศูนย์ชานเมือง ศูนย์ที่อยู่อาศัยหรือชุมชนดั้งเดิม ศูนย์เศรษฐกิจพาณิชยกรรม ศูนย์เศรษฐกิจใจกลางเมือง อาจจะเพิ่มศูนย์พิเศษตามบทบาทของพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษ เช่น ศูนย์นวัตกรรม ศูนย์โรงพยาบาลหรือศูนย์สุขภาพ ศูนย์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา หรือศูนย์เศรษฐกิจริมนํ้าหรือท่าเรือเพื่อการนันทนาการท่องเที่ยว เป็นต้น
หลังจากได้ตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์แล้ว ให้กำหนดขอบเขตให้ชัดว่าเนื้อที่เมืองจะขยายไปได้ถึงไหน เนื้อที่เมืองของแต่ละศูนย์ไม่ควรมีขนาดใหญ่มากวัดกันง่ายๆ ตามเกณฑ์การพัฒนาที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) นับกันตั้งแต่ระยะ 400 เมตร 800 เมตร 1,600 เมตรหรือ 3,200 เมตร ขนาดของศูนย์เมื่อวัดจากรัศมีใจกลางแล้วจะมีขนาดเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับบทบาทของพื้นที่และขนาดทางเศรษฐกิจ
ต่อจากนั้น ให้ออกแบบระบบการเชื่อมต่อการเดินทาง โดยแบ่งเป็นการเชื่อมต่อภายในศูนย์และการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ ข้อนี้เกณฑ์กล่าวว่า การเชื่อมต่อภายในศูนย์ต้องกำหนดให้เป็นการสัญจรด้วยการเดินและการปั่นจักรยาน กล่าวง่ายๆ ก็คือ กำหนดให้ศูนย์เป็นย่านแห่งการเดิน (Walkable Neighborhood) นั่นเอง ส่วนการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ก็ออกแบบปรับปรุงให้เชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งมวลชน จะขนคนด้วยรถขนส่งหรือจะขนคนด้วยระบบราง ข้อนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการเดินทางและขนาดทางเศรษฐกิจ
เมื่อได้จัดวางหรือปรับปรุงระบบทางกายภาพได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว จึงค่อยเพิ่มเติมงานนวัตกรรมเมืองที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการ จะให้อัจฉริยะมากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันตามงบประมาณและเป้าหมายการพัฒนา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอคือ เมืองต้องเดินได้ด้วยระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นทุกศูนย์ของเมืองจะต้องตอบโจทย์การเป็นหน่วยของการจ้างงานและสร้างงาน และที่สำคัญจะต้องตอบสนองการเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจและฐานภาษีอยู่ตลอดเวลา
ที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการ บอกว่า ในปีหน้าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จะสนับสนุนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริษัทพัฒนาเมือง และสถาบันการศึกษา ได้ร่วมกันออกแบบเมืองตามเกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด ลองนับล่วงหน้าไปอีก 3-5 ปี เมืองอัจฉริยะที่ได้มาตรฐานตามหัวเมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่จะเริ่มเผยโฉมให้เห็นของจริงกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,320 วันที่ 7 - 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560






