
ทรัมป์ยกเครื่องภาษี-ดึงเงินกลับบ้าน
แต่ทว่า เนื้อหาที่ทั้ง 2 สภาได้ผ่านไปนั้นยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของการปฏิรูปภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ เช่น ร่างกฎหมายฉบับของสภาล่างกำหนดให้มีฐานภาษี 4 ขั้น ส่วนของวุฒิสภานั้นมีถึง 7 ขั้น เป็นต้น โดยทั้ง 2 สภาจะต้องประชุม หารือกันก่อนที่จะเสนอขึ้นต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งถ้าหากสำเร็จ ก็จะถือเป็นการแก้ไขกฎหมายภาษีของสหรัฐฯครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 ทีเดียว
สำหรับเรื่องของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็เป็นเรื่องของชาวสหรัฐฯไปครับ ว่าใครจะจ่ายน้อยลง หรือจะจ่ายเพิ่มขึ้น แต่สำหรับชาวโลกนั้นกฎหมายฉบับนี้ มีเนื้อหาลดภาษีนิติบุคคล ลงเหลือ 20% เท่านั้น จากปกติที่ 39% สหรัฐฯถือเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เรียกเก็บภาษีนิติบุคคลสูงมากที่สุด ในโลก
นิตยสารฟอร์บส์ ได้รายงานเอาไว้น่าสนใจครับ ว่าเป็นเพราะภาษีนิติบุคคลที่สูง ลิ่วของสหรัฐฯที่ทำให้เอกชน ไปนำเงินกลับประเทศ ทำให้กระทรวงการคลังต้องสูญเสียรายได้จากภาษีในส่วนนี้สูงถึงเฉลี่ยปีละ 111,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทไทยก็ตกประมาณ 3,774,000 ล้านบาท !
เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทรัมป์ พยายามที่จะดึงเงินรายได้มหาศาลของเอกชนสหรัฐฯ ที่ทำการค้าขายอยู่ทั่วโลก ให้กลับไปยังผืนแผ่นดินสหรัฐฯ เพื่อที่จะเรียกเก็บภาษีนิติบุคคลได้เพื่อสร้างรายได้ให้กับรัฐบ้าง แม้ว่าอัตราภาษีจะน้อยลงกว่า แต่ก็ยังดีกว่าที่เงินไม่เข้ารัฐบ้างเลย
แต่กระนั้น ก็มีหลายเสียงโต้แย้งว่า การลดอัตราภาษีนิติ บุคคลนั้น จะช่วยให้เกิดการจ้างงานได้จริงหรือ เพราะพฤติกรรมของเอกชนก็ต้องย่อมทำกำไรสูงสุด ลดรายจ่ายให้มากที่สุด และหาประโยชย์เข้าตัวให้ได้มากที่สุด สุดท้ายเอกชนเหล่านี้ได้ผลประโยชย์จากภาษีที่ถูกลงก็จริง ได้กำไรมากขึ้นก็จริง แต่ก็จะไปจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นมากกว่าจะมาจ้างคนงานเพิ่ม
ส่วนความวิตกกังวลที่ว่า เอกชนสหรัฐฯ จะย้ายฐานกลับไปแผ่นดินแม่หรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูกันยาวๆ ครับ เพราะบริษัทเหล่านี้วางแผนกันล่วงหน้าเป็นปีครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,320 วันที่ 7 - 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560






