
พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง เปลี่ยนเมืองด้วยเกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด
หลายท่านคงพอทราบว่า มากกว่า 60% ของมลรัฐในสหรัฐอเมริกาใช้เกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth Principles) ในการวางผังและการพัฒนาเมือง เกณฑ์นี้มีนโยบายที่โดดเด่นอยู่หลายข้อ ที่กล่าวกันมากในวงวิชาการ ได้แก่ นโยบายการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้อยู่ในระดับมาตรฐาน นโยบายการใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงระบบกายภาพเมืองและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชน หรือแม้แต่ นโยบายการกำหนดให้เอกชนและชุมชนเป็นตัวจักรในการวางแผนพัฒนาเมืองและเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่ละนโยบายที่กล่าวมา ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่รัฐสนับสนุนให้เอกชนเป็นหัวหอกในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งไทยเราไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ซํ้าร้ายยังจะมีวาทกรรมสะท้อนมุมมองที่สวนทางกับโลก เช่น คำว่า “เอื้อเอกชน” หรือ “สนับสนุนเฉพาะภาคเอกชน” ซึ่งวาทกรรมเหล่านี้ต่างกับแนวทางของ smart growth อย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก smart growth เชื่อว่า รัฐจำเป็นจะต้องสนับสนุนเอกชนให้ลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจที่กำหนดตามนโยบายของแผนการพัฒนาเมือง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานอย่างคุ้มค่า คุ้มกับเม็ดเงินที่รัฐลงไป และต้องให้เอกชนมีความมั่งคั่งซึ่งจะทำให้รัฐได้รับภาษีคืนกลับมากขึ้นด้วย
ที่กล่าวว่าไม่ได้ให้ความสำคัญนั้น อาจเป็นได้ที่ผู้วางผังพัฒนาเมืองอาจเข้าใจผิดว่า ไทยกับสหรัฐอเมริกา มีระบบการวางผังที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำรูปแบบของสหรัฐฯ มาใช้ในไทยได้ หรืออาจจะด้วยสาเหตุอื่น แต่หากผู้มีหน้าที่วางผังพัฒนาเมืองของไทยได้ศึกษาเชิงลึกถึงระบบการวางผังของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้นำ smart growth มาใช้เกือบจะ 20 ปีแล้วนั้น จะพบว่า รูปแบบผังของ smart growth สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ เนื่องจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์กลาง สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ท่านที่สนใจลองศึกษารายละเอียดนโยบายการวางผังตาม concept plan ของสิงคโปร์ได้
ได้เวลาแล้วที่รัฐต้องให้ความสำคัญอันดับแรกสนับสนุนเอกชนให้ลงทุนระบบการขนส่ง มวลชนและการขนส่งทางรางในการเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวเมืองหลักและเมืองรอง ระบบการวางผังต้องลดความสำคัญการสัญจรและการขนส่งสินค้าทางถนน ควรดำเนินนโยบายคล้ายๆ กับของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ระบุไว้ว่า “รัฐจะไม่ออกข้อกำหนดหรือระเบียบใดๆ ที่กระตุ้นการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและการขนส่งสินค้าทางถนน”
อย่างไรก็ตาม น่ายินดีอยู่บ้างที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ได้กำหนดให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบขนส่งมวลชนในเมืองและระบบการขนส่งทางรางในหัวเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งนับว่า ไทยเราได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบการวางแผนพัฒนาเมืองที่เป็นสากลบ้างแล้ว
ที่สำคัญคือ ยังขาดการเชื่อมประสานระหว่างการลงทุนของรัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังขาดเงื่อนไขสนับสนุนทางการเงิน (Incentive Financing) ในรูปของกองทุน (Fund) และสิทธิประโยชน์เฉพาะด้าน (Incentives) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
บทความตอนต่อไป จะกล่าวถึง การรณรงค์เผยแพร่เกณฑ์ smart growth ในช่วง 2 ปีหลัง ซึ่งได้ก่อกำเนิดรูปแบบการพัฒนาเมืองใหม่ ที่เรียกว่า “บริษัทพัฒนาเมือง” เพื่อการพัฒนาเมืองในอนาคต นับเป็น New Platform ที่ทุกคนกำลังกล่าวถึง การเกิดขึ้นของบริษัทพัฒนาเมืองนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญต่อวงการวางผังและการพัฒนาเมืองของประเทศ เชื่อว่า บริษัทพัฒนาเมืองน่าจะเป็นกลไกหลักที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทยได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560






