thansettakij
thansettakij
ลุงแซมขึ้นดอกเบี้ย: แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ลุงแซมขึ้นดอกเบี้ย: แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

02 ม.ค. 59 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มิ.ย. 59 | 10:43 น.
ในที่สุดเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเกือบ 10 ปี และหลังจากที่ปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0 มานาน 7 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มมาตรการเพื่อกลับสู่การดำเนินนโยบายทางการเงินในภาวะปกติแล้ว หลังจากใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติทางการเงินที่เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 มาพักใหญ่ โดยเริ่มต้นกันเบาะๆ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงร้อยละ 0.25 และคงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า เพื่อระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกินไป

หลายฝ่ายโล่งใจว่าในที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเสียที หลังจากลุ้นกันมานาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่เมื่อต้นปี แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงมีอยู่สูง เพราะนี่เป็นแค่การเริ่มต้นและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อกลับสู่การดำเนินนโยบายทางการเงินในภาวะปกติ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังจะต้องทยอยลดพันธบัตรรัฐบาลในครอบครองที่มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาลซึ่งได้รับซื้อไว้เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา แต่จะเริ่มทำเมื่อไหร่และอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจน ที่แน่ๆ ผลกระทบที่ตามมาจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่จะรู้สึกกันทั่วหน้า โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) เมื่อนักลงทุนย้ายเงินกลับไปสหรัฐฯ เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ภายในสหรัฐฯ เอง มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบมากนักในระดับประชาชน รวมถึงลูกหนี้ที่กำลังผ่อนบ้าน เนื่องจากในช่วงวิกฤติทางการเงิน บรรดาลูกหนี้ชาวอเมริกันต่างก็พากันปรับโครงสร้างหนี้และได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยในสัญญากู้เงินบนพื้นฐานของอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเอาไว้แล้ว แม้จะมีบางส่วนที่ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวแต่ก็ไม่มาก โดยรวมชาวอเมริกันอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่น่าจะเกินร้อยละ 0.5 ของ GDP ซึ่งน่าจะพอรับได้เพราะคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในอัตราร้อยละ 2 ในปีหน้า รายรับของครัวเรือนก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ขณะที่ภาคธุรกิจอาจมีค่าใช้จ่ายจากดอกเบี้ยเพิ่มประมาณร้อยละ 1 ของ GDP ซึ่งนับว่าไม่เลวร้ายนัก สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่าสำหรับภาคเอกชนสหรัฐฯ คือค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นเรื่อยๆ จากเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จะพากันไหลเข้าสหรัฐฯ ในอีกไม่นาน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการค้ากับต่างประเทศไม่มากก็น้อย

ในส่วนของเอเชียและยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจถดถอย และอยู่ระหว่างใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบจากเงินทุนที่จะไหลออกไปสหรัฐฯ แต่ภาคการส่งออกก็จะได้รับอานิสงส์เมื่อราคาสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ จะถูกลงเพราะค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดใหม่ ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ในแต่ละประเทศ โดยคาดว่าจีน แอฟริกาใต้ บราซิล ตุรกี น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา เพราะประเทศเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาประสบกับสภาวะค่าเงินตกต่ำลงจากเงินทุนไหลออก โดยเฉพาะแอฟริกาใต้และตุรกี ขณะที่เศรษฐกิจบราซิลคาดว่าจะหดตัวในปีนี้ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ลดลง ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซีย นอกจากค่าเงินได้ตกลงอย่างมากตั้งแต่ช่วงกลางปี ยังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงอีกด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาดูจะได้บทเรียนจากอดีตที่ผ่านมา และไม่ได้ฉวยโอกาสในช่วงที่เงินดอลลาร์ตกต่ำ กู้เงินก่อหนี้สาธารณะเป็นเงินดอลลาร์เอาไว้มากมากมายนัก จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักจากหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์ที่ค่าเงินสูงขึ้น ทั้งนี้ ประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพื่อน คือ อินเดียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ซึ่งช่วยลดการขาดดุลการค้าและอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับพี่ไทยเรา ก็คาดการณ์กันว่าหากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็จะได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่าลง ไม่รุนแรงนัก และอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศ

อันที่จริงก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกใกล้จะกลับคืนสู่สภาวะปกติเสียที แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่และต้องติดตามกันต่อไปว่าประเทศต่าง ๆ จะรับมือกันอย่างไร สวัสดีปีใหม่ครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,117 วันที่ 27 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558