thansettakij
thansettakij
ช็อปช่วยโลก!?

ช็อปช่วยโลก!?

29 พ.ย. 60 | 23:05 น.
TP10-3318-2B คนไทย ห้างร้าน เอกชน น่าจะตื่นเต้นกันพอสมควรกับมาตรการช็อปช่วยชาติที่ภาครัฐคลอดออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน-3 ธันวาคมนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐหาทางกระจายเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ

มาตรการเช่นนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกของไทย และไม่ใช่ครั้งแรกของโลก ในบางประเทศมีการใช้มาตรการลักษณะนี้มาแล้วเช่นกัน ถึงขนาดให้เงินกับประชาชนฟรีๆ ด้วยซํ้าซึ่งจะทำให้สภาพคล่องลงสู่เศรษฐกิจได้เร็วที่สุด

อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลของเขาก็เคยจะใช้มาตรการแจกเงินประชาชนคนละ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือนทีเดียว แต่นโยบายนี้ถูกเบรกไปครับ หลังจากที่ประชาชนกว่า 77% ออกเสียงประชามติไม่เห็นด้วย เพราะว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้องนัก โดยคนสวิสบอกว่า ยิ่งทำแบบนี้ คนยิ่งขี้เกียจ ไม่ทำงาน

ญี่ปุ่น เองซึ่งประสบกับภาวะเงินฝืดมานาน ก็เคยใช้มาตรการลักษณะนี้เหมือนกัน ด้วยการแจกเงินให้กับผู้สูงอายุ คล้ายๆ กับบ้านเรา

TP10-3318-1B แน่นอนว่า นโยบายการ กระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้ มักจะถูกตั้งคำถามเสมอถึง ประสิทธิภาพและผลที่ตามมา ช็อปช่วยชาติของรัฐบาลท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า ช็อปช่วยชาติ หรือช็อปช่วยใคร? สุด ท้ายแล้ว เศรษฐกิจระดับฐาน รากจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่

ประการแรก ผู้ที่มีสิทธิ์ในนโยบายนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ผู้ที่มีเงินเดือนตกเดือนละ 25,000 บาท ถึงจะมีสิทธิ์ในนโยบายนี้ ส่วนคน ที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ไปโดยปริยาย
ประการที่ 2 คือเสียงครหาว่า นโยบายนี้ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ก็น่าจะเป็นชนชั้นกลาง และชนชั้นรายได้สูง ที่มีกำลังซื้อ และแน่นอน อีกหนึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด ก็น่าจะเป็นบรรดาห้างร้าน นายทุน เจ้าของกิจการทั้งหลาย

คำถามที่น่าสนใจก็คือ จะทำอย่างไร ให้นโยบายนี้เอื้อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจฐานรากมากที่สุด คำตอบก็คือเป็นไปได้ยากครับ ยากเพราะอะไร?

เพราะในสังคมไทย ยังมีผู้บริโภค ธุรกิจ ร้านค้าที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบชำระภาษีอีกมากมาย หากเราอยากจะให้เม็ดเงินไหลลงไปที่ร้านโชวห่วย ตามหมู่บ้าน ชุมชน ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าร้านเหล่านี้ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้าเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้

โปรโมทแทรกอีบุ๊ก ซึ่งสุดท้ายแล้ว ร้านที่ได้รับประโยชน์ก็คือ ห้างร้านใหญ่ๆ โตๆ ซึ่งเป็นของนายทุนขนาดใหญ่เท่านั้น ขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อยก็เข้าไม่ถึงประโยชน์จากนโยบายนี้

การบ้านสำคัญที่รัฐบาลต้องเรียนรู้จากนโยบายนี้ก็คือ ปัญหาใหญ่ของภาคเศรษฐกิจไทยก็คือ การที่ประชาชน ผู้บริโภค รวมไปถึง ธุรกิจรายย่อย รายเล็กๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีของรัฐทั้งหมด การออกนโยบายจึงได้ผลจำกัดกับเฉพาะคนบางกลุ่ม และธุรกิจขนาดใหญ่ของนายทุนเท่านั้น

ถ้าผมเดินเข้าไปในตลาดสด จะซื้อเนื้อหมู ซื้อเครื่องปรุง สัพเพเหระ รวมๆ แล้วสัก 10,000 บาท เพื่อนำมาเลี้ยงในงานบวชลูกชาย งานนี้ แม่ค้าในตลาดสดทั่วไปก็อาจจะพลาดรายได้ไปเพราะไม่สามารถออกใบกำกับภาษีให้ผมไปหักได้

ผมก็ต้องเลือกไปซื้อเนื้อหมูในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของบรรดานายทุนแทนล่ะครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว