
สานสัมพันธ์ 3ประเทศ(ตอนจบ)
ส่วนการลงทุนของธุรกิจไทยในอินเดียนั้นมีจำนวนไม่มาก และครอบคลุมเพียงไม่กี่อุตสากรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารมีบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เข้าไปลงทุนมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี อุตสาหกรรมเบามีบริษัทศรีไทยฯที่ผลิตภาชนะพลาสติก และบริษัท Rock worth ผลิตเฟอร์นิเจอร์ใช้ในออฟฟิศ อุตสาหกรรมยานยนต์ มีบริษัทไทยซัมมิทฯที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ UREKA ที่ผลิตเครื่องจักรสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีบริษัท Delta นอกจากนี้บริษัท Stanley และยังมีบริษัทก่อสร้าง บริษัททำธุรกิจโรงแรม และบริษัทที่ทำการค้าในเครือเอสซีจีด้วย
อย่างไรก็ตามพบว่าการผลิตตั้งแต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้าในประเทศอินเดียนั้นไม่ได้มีส่วนการนำเข้าของวัตถุดิบจากไทยจึงทำให้เครือข่ายการผลิตในภูมิภาคไม่เกิดขึ้นเพราะการผลิตนั้นตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง อาศัยวัตถุดิบจากในประเทศอินเดียเกือบทั้งสิ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน มีการขยายการผลิตจากประเทศไทยอินเดียด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ ผลิตแล้วขายในอินเดียกับผลิตแล้วส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆทั้งแอฟริกาและตะวันออกกลาง วัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่หาได้ในประเทศอินเดียยกเว้นแต่ไม้อัดที่มีคุณภาพสูงใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงราคาดีต้องนำเข้าจากไทย กระบวนการผลิตจึงคล้ายคลึงกับของซีพีกล่าวคือพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศอินเดียเป็นอัตราที่สูงมาก
อินเดียในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแตกต่างจากอินเดียในอดีตอย่างสิ้นเชิงเป็นดินแดนของโอกาสเป็นดินแดนที่สามารถสร้างความร่วมมือกันทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศได้ อยากฝากข้อคิดนี้ให้เป็นการบ้านแก่นักลงทุนเพื่อให้ได้ใช้โอกาสครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,312 วันที่ 9 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560






