
ทางออกนอกตำรา : จัดสรรเค้กพลังงาน เปิดโอกาสทุนใหม่
การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนแม่บทที่จะต้องมีการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการปรับแผนอนุรักษ์พลังงานให้เข้มข้น
[caption id="attachment_227600" align="aligncenter" width="503"]
ผมวาดภาพให้เห็นคร่าวๆ กันแค่ 3 ส่วนพอเป็นกระสายยาแก้ไอนํ้าดำให้ชุ่มคอกันนะครับ แผนพีดีพีเดิมตั้งเป้าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2579 จะมีการใช้ไฟรวม 70,335 เมกะวัตต์ จะมีการปรับลดลง นั่นเป็นตัวสะท้อนว่า รัฐจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าน้อยลง
นัยที่ส่งผ่านจากนโยบายนี้บ่งบอกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา กำลังการผลิต 2,200 เมกะวัตต์ ซึ่งถูกคัดค้านจนทำให้ต้องชะลอการก่อสร้างมาเป็นเวลาถึง 2-3 ปี อาจต้องยืดเยื้อออกไปไม่มีกำหนด แม้ว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กพช. มีมติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่ จ.กระบี่ ต่อไปตามขั้นตอน เนื่องจากโครงการนี้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558 - 2579 (PDP 2015) ก็ตาม
[caption id="attachment_227601" align="aligncenter" width="638"]
[caption id="attachment_227602" align="aligncenter" width="600"]
แต่นโยบายใหม่ที่เปิดทางเลือกให้มีการลงทุนทางด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ทั้งมาจากขยะ แสงอาทิตย์ ลม พืช ฯลฯ มากขึ้นจากเดิมกำหนดไว้แค่ 19,634 เมกะวัตต์ เป็น 30,000 เมกะวัตต์ คือตัวสะท้อนออกมาว่า รัฐบาลเปิดทางให้เอกชนเข้ามาลงทุนขายไฟฟ้าให้กับรัฐมากขึ้น...ตรงนี้เองที่จะกลายเป็นเค้กก้อนโตในธุรกิจพลังงานของประเทศ
เพราะผลิตมาเท่าไหร่มีคนซื้อแน่นอน เพียงแต่ราคาที่ขายและเงินที่อุดหนุนจะเป็นเท่าใด ไม่เชื่อไปดูหุ้นบริษัทในหมวดพลังงานดูได้ว่า เจ้าของรวยแค่ไหน บางคนเคยเป็นโนบอดี้ ไม่กี่ปีขึ้นเศรษฐีติดอันดับฟอร์บ
ที่ผ่านมารัฐเคยสนับสนุนจ่ายให้ยูนิตละ 8 บาท ก่อนจะลงมาเหลือ 6.50 บาทต่อยูนิต ล่าสุดมาใช้ระบบ FIT เหลือ 4.50 บาท และแนวโน้มว่าจะลดเหลือ 3 บาท แต่ก็ยังสร้างกำไรให้กับธุรกิจนี้
การปรับแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกรอบนี้เท่ากับเป็นการเปิดศักราชการผลิตไฟฟ้าของเอกชนให้คึกคัก ซู่ซ่าอีกรอบ คิกออฟแรกคือการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะเปิดอีก 707-800 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุนรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ว่ากันว่าเค้กก้อนนี้มีคนจ้องกันตาเป็นมัน จากการเปิดให้ผู้ได้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) เพิ่มขึ้น
ข้อมูลในทางลึกมีการคาดกันว่าในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซจะอยู่ที่ระดับ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผนพีดีพี 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดว่า ในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี และในช่วงปลายแผนในปี 2579 จะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 40 ล้านตันต่อปี จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 34 ล้านตันต่อปี
เพื่อหาโอกาสการเข้าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในห่วงโซ่ธุรกิจ LNG กับประเทศที่จะมีการลงนามในสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว ซึ่งก่อนหน้านี้ปตท.ได้เข้าลงทุน 10% ในโรงงานผลิต LNG ของปิโตรนาส ของมาเลเซียแล้ว
ปัจจุบันไทยนำเข้า LNG ตามสัญญาระยะยาวจากกาตาร์ 2 ล้านตัน/ปี, เชลล์ 1 ล้านตัน/ปี, บีพี 1 ล้านตัน/ปี ส่วนปิโตรนาส มีกำหนดส่งมอบ LNG ให้ไทยในปี 2560-2561 ในปริมาณรวม 1 ล้านตัน/ปี และตั้งแต่ปี 2562 ในปริมาณ 1.2 ล้านตัน/ปี
เทวินทร์ บอกว่า ในอนาคตหากไทยจะนำเข้า LNG จากกาตาร์เพิ่มขึ้น ปตท.ก็ขอเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนในแหล่งผลิต LNG ด้วย รวมถึงในส่วนของซาอุดิ อารามโก หากต้องการที่จะขาย LNG ให้กับปตท. ก็จะต้องหารือรายละเอียดว่าจะให้ ปตท.เข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนในแหล่งผลิต LNG ด้วย
เค้กก้อนใหญ่ในธุรกิจพลังงานกำลังเปิดกว้าง หูตาไวกันหน่อยพี่น้อง…
...................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3311 ระหว่างวันที่ 5-8 พ.ย.2560






