
เมื่อใบไม้ผลัดใบในธุรกิจครอบครัว
ดังนั้นการจัดการความคาดหวังที่แตกต่างกันของคนแต่ละรุ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การถ่ายโอนกิจการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป โดยธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จอาจรู้สึกว่าความท้าทายของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งความจริงแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติและสามารถคาดเดาได้ อีกทั้งยังสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยประสบการณ์และมุมมองที่เป็นอิสระ โดย Dominic Pelligana ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัวจาก KPMG Australia ได้อธิบายถึงความท้าทายของการเปลี่ยนรุ่นในธุรกิจครอบครัวไว้ดังนี้
2. การเปลี่ยนอำนาจในครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงที่ยากและสำคัญที่สุดคือจากรุ่นที่ 1 ไปสู่รุ่นที่ 2 เนื่องจาก
- ธุรกิจที่เริ่มต้นโดยผู้ประกอบการจะประสบความสำเร็จเนื่องจากสามารถใช้ช่องว่างในตลาดได้อย่างคล่องตัว พวกเขาสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและไม่มีความเสี่ยงจากแบบระบบราชการภายในองค์กร
- รุ่นที่ 2 มักต้องการใช้โครงสร้างและการบริหารที่เป็นทางการมากขึ้นเพื่อการเติบโตและขยายกิจการ ซึ่งอาจตรงกันข้ามกับความเป็นผู้นำตามธรรม ชาติและรูปแบบการบริหารของคนรุ่นที่ 1
- ในสถานการณ์เช่นนี้ ความตึงเครียดระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริหารจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีความเป็นพ่อแม่และลูก
- คนรุ่นที่ 2 มุ่งเน้นในเรื่องของการที่จะทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันเป็นทีม
3. การขยายวงครอบครัว การมีรุ่นที่ 3 เพิ่มเข้ามาทำให้ต้องมีการปรับปรุงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำการวิเคราะห์ทรัพยากรที่มีความซับซ้อน โดยการจัดทำแผนการสืบทอดตำแหน่งผู้นำและแผนความร่วมมือของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตามรุ่นที่ 3 ยังมีความท้าทายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกในครอบครัวบางคนอาจต้องการเข้าร่วมในธุรกิจ แต่ขาดประสบการณ์ หรือการที่สมาชิกในครอบครัวบางคนอาจรู้สึกกดดันที่จะเข้าร่วมในธุรกิจ เพราะกังวลว่าหากพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำงานด้วยตัวเองเป็นประจำจะไม่ได้รับการยอมรับและอาจสูญเสียส่วนแบ่งทางการเงินของตนไป
นอกจากนี้ในรุ่นที่ 3 อาจมีกลุ่มญาติเข้ามาร่วมในธุรกิจ จึงเป็นความท้าทายว่าจะให้สมาชิกในครอบครัวมีอิสระในการทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม Dominic Pelligana ก็ได้แนะแนวทางการแก้ปัญหาในการส่งต่อหน้าที่ความรับผิดชอบจากคนรุ่นที่ 1 ไปสู่รุ่นที่ 2 และการส่งต่อจากรุ่นที่ 2 ไปสู่รุ่นที่ 3 ว่าธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องสร้างค่านิยมทั่วไปและค่านิยมร่วม โดยคนรุ่นที่ 1 และมีธรรมนูญครอบครัวเพื่อบรรจุสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งบางครั้งสมาชิกในครอบครัวอาจคิดว่าธุรกิจที่มีอยู่นี้เพื่อรับใช้พวกเขา แทนที่จะคิดว่าตนเองจะต้องดูแลธุรกิจ ดังนั้นการสร้างค่านิยมและธรรมนูญครอบครัวจะสามารถแก้ไขในเรื่องนี้ได้ หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาที่รุ่นที่ 2 ส่งต่อไปยังรุ่นที่ 3 ก็ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารและสภาครอบครัว
นอกจากนี้การกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สมาชิกในครอบครัวบางคนอาจไม่ต้องการเป็นผู้บริหาร แต่ต้องการที่นั่งเป็นคณะกรรมการบริหารเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาในธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังคงมีรูปแบบการควบคุมโดยครอบครัวอยู่บ้าง เช่น BMW หรือ Samsung ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของกฎที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าอาจเป็นเรื่องของการกำหนดให้คนรุ่นต่อไปต้องมีประสบการณ์ทำงานในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากภายนอก ก่อนที่จะเข้าร่วมในธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นการจัดการการเปลี่ยนรุ่นในธุรกิจครอบครัวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญและละเอียดอ่อน ซึ่งธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จจะตระหนักถึงเรื่องนี้ดี และมักเริ่มวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถส่งต่ออำนาจและหน้าที่รับผิดชอบได้อย่างราบรื่นต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,311 วันที่ 5 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560






