บรรดาคอการเมืองไถ่ถามกันมากมายว่า การเมืองหลังเดือนตุลาคม หลังผ่านพระราชพิธีสำคัญที่คนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว และหยุดเคลื่อนไหวในกิจกรรมทุกอย่างแล้ว จากนี้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองจะเป็นเช่นไร ฟันธงตรงนี้ว่าจะมี
“สีสัน” ยิ่ง แต่สีสันที่ว่านี้ใครจะเป็นฝ่ายได้ ใครจะเป็นฝ่ายเพลี้ยงพลํ้ายังอ่านไม่ออก แต่หนทางต่อจากนี้ถนนการเมืองทุกสายจะไปบรรจบกันที่ถนนสายใหญ่คือ
“ถนนแห่งการเลือกตั้ง”
พรรคการเมืองอื่นยังไม่แน่นอนว่าจะเดินเข้าสู่
“ถนนแห่งการเลือกตั้ง” ด้วยพรรคตนเองหรือการควบรวมที่มี
“บิ๊กสีเขียว” บางคนอยู่เบื้องหลังเพื่อกวาดต้อน
“นักเลือกตั้ง” ให้มาอยู่ในค่ายคูให้มากที่สุด เพื่อสู้กับ 2 พรรคการเมืองใหญ่ในการสร้างความชอบธรรมผลักดัน
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯคำรบ 2 หลังการเลือกตั้งได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พรรคเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ ยังคงอยู่ในสถานะพรรค การเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งระบบใหม่ที่กำลังจะมาถึง
แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทย จะต้องถูก
“บอนไซ” ด้วยระบบเลือกตั้งใหม่ และกฎหมายว่าด้วยพรรค การเมืองและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่ ที่การฝ่าด่านอรหันต์มาเป็นผู้แทนราษฎรคราวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนในแวดวง
“นักเลือกตั้ง” รู้ดีว่าอาจจะมีคนจากเพื่อไทยย้ายค่ายออกบ้าง
แต่ยังไม่คิดว่ามากมายนัก ความไม่ชัดเจนเรื่องผู้นำพรรคเป็นอีกประเด็นที่ทำให้
“นักเลือกตั้ง” ในสังกัดขบคิด จะเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เพิ่งหกล้มด้วย
“อุบัติเหตุแห่งตน” หรือจะเป็นชายจืด สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ว่ากันว่าถูกวางตัวให้เป็นมือประนีประนอมกับขุนทหาร หรือจะมีคน
“เซอร์ไพรส์” จากดูไบ ก็สุดจะประเมินได้ แต่ความไม่ชัดเจนอาจจะเป็นเหตุทำให้พรรคเพื่อไทย
“เหนื่อย” กับการเลือกตั้งในครั้งนี้
ส่วนประชาธิปัตย์ ที่รํ่าลือว่าพรรคจะแตกด้วยการแยกตัวของก๊วนลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ฟันธงนาทีนี้ว่า ไม่มีแยกตัวเพราะประวัติศาสตร์การเมืองพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกคนสำคัญแยกไปตั้งพรรค หาพบกับความสำเร็จไม่ ดังเช่นการตั้งพรรคประชาชนของ วีระ มุสิกพงศ์ หรือการตั้งพรรคมหาชน ของเสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ต้องพังพาบไปในที่สุด
ยกเว้นกรณีของ สมัคร สุนทรเวช แยกไปตั้งพรรคประชากรไทย แต่ความสำเร็จก็ถูก
“จำกัดวง” อยู่ในเขตกรุงเทพ มหานคร เท่านั้น ดังนั้นประชาธิปัตย์ยังคงเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งในสภาพเดิมแต่จะ
“แพ้” เหมือนเดิมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากแพ้ดังเดิมการเปลี่ยนแปลงคงเกิดขึ้นในพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม การเลือกตั้งคราวนี้จึงเป็นการเดิมพันอนาคตทางการเมืองของ
“เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส่วนพรรคการเมืองอื่น ทั้งภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนา, พลังชล หรือพรรคการเมืองที่จะเกิดใหม่ ทุกคนรอการ “เคลื่อน” ของ “ขุนทหาร” ที่ “ติดใจกลิ่นการเมือง” เพื่อรอดูสัญญาณแห่งความอยู่รอด และที่สำคัญ “เคลื่อนเร็วก็เสียเงินเร็ว” นี่คือสัจธรรมของการเมือง
……………….............
คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ / หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3310 ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ย.2560