
การแบ่งแยกทางดิจิตอล กับปัญหาทางความคิดและการศึกษาไทย
การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและข้อมูลต่างๆ ในยุคแรกนั้น ยังใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลักโทรศัพท์มือถือยังเป็นเพียงแค่โทรศัพท์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ แม้แต่ tablet หรือ ipad ก็ยังไม่มีการประดิษฐ์ขึ้นเสียด้วยซํ้า ในต่างประเทศก็มีนักคิดหลายคนที่เป็นห่วงเรื่องความเหลื่อมลํ้าและการแบ่งแยกที่เกิดจากการเข้าถึงข้อมูล (digital divide) มีหนังสือมากมายที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าคนที่อยู่ในประเทศที่เจริญแล้วหรืออยู่ในเมืองใหญ่มีรายได้สูงสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ได้ก็จะได้เปรียบผู้ที่ไม่สามารถซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะเข้าไปหาข้อมูลต่างๆ ได้ แต่ความกังวลดังกล่าวก็ดูจะลดลงหลังจากการแพร่หลายอย่างรวดเร็วของ smart phone และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง 3G/4G ที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและข้อมูลได้ไม่แพ้กัน ขนาดแม่บ้านและ รปภ.หลายแห่งยังใช้โทรศัพท์ smart phone เล่นไลน์และเฟซบุ๊กเลย
ความกังวลเรื่องการแบ่งแยกทางดิจิตอลจึงไม่ใช่การแบ่งแยกตามฐานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจอีกต่อไป หากเป็นการแบ่งแยกทางการปรับตัวและแนวความคิดต่างหาก แน่นอนแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าและพัฒนาให้ง่ายต่อผู้ใช้เพียงใด หากเราปิดใจไม่ยอมรับมันการเข้าถึงเทคโนโลยีก็จะไม่เกิดขึ้น จากการศึกษาข้อมูลในปัจจุบันยังพบว่ามีบางกลุ่มที่ไม่เปิดรับเทคโนโลยีและก็ไม่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเลย ตัวอย่างเช่น แม้ธนาคารหรือบริษัทโทรศัพท์มือถือจะโปรโมตแอพพลิเคชันของตนอย่างไร ทั้งลด แลก แจก แถม ก็ยังมีกลุ่มที่ไม่ยอมสมัคร ไม่ยอมใช้ ยังชอบทำธุรกรรมด้วยกระดาษแบบเดิมๆ มากกว่า
สะท้อนกลับมามองตนเองที่ได้มีโอกาสเรียนปริญญาตรี 2 ใบทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐ อเมริกา เมื่อถูกถามว่าความแตกต่างที่สำคัญของการศึกษา 2 ระบบคืออะไร ผมก็มักจะตอบเสมอว่า ระบบไทยสอนให้ตอบคำถามและแก้ปัญหา แต่ระบบฝรั่งสอนให้รู้จักสงสัยและตั้งคำถาม ซึ่งการไม่ช่างสงสัยไม่ถามก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้การหาความรู้ผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ ทั้งๆ ที่จริงแล้วนั้นอินเตอร์เน็ตมีข้อมูลความรู้มหาศาล ซึ่งปัจจุบันนี้มีคอร์สให้เรียนออนไลน์ได้มากมาย แต่หากขาดการใฝ่รู้ เด็กและสังคมเราก็จะก้าวหน้าไปได้ช้ากว่าประเทศอื่น คุณครู คุณพ่อ คุณ แม่ ผู้ปกครองก็อย่าได้รำคาญตัดบทเวลาเด็กๆ ช่างซักช่างถาม เพราะความใฝ่รู้ใฝ่ถามคือพื้นฐานของการเรียนรู้อันไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องเปลี่ยนนิสัยแนวความคิดนี้ในรุ่นของเราก่อนที่ประเทศไทยจะโดนเพื่อนบ้านแซงหน้ากันไปหมดนะครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,305 วันที่ 15 - 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560






