svasdssvasds

การลงทุนเอกชน...จะเริ่มกลับมาในปีหน้า

30 ก.ย. 2560 เวลา 10:23 น.
MP23-3300-A เศรษฐกิจไทย 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2559) ขยายตัวได้ไม่มากนัก อยู่ในช่วง 0.9–3.2% เท่านั้น ส่วนที่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่ดี ต้องยอมรับว่าหนึ่งในนั้นคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ไม่โตหรือขยายตัวดีสุดเพียง 0.4% หากย้อนกลับไปถึงต้นตอที่ทำให้การลงทุนตํ่าพบว่า มาจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ 1.) เศรษฐกิจโลกชะลอตัว 2.) ปัจจัยความกังวลในประเทศ 3.) โครงสร้างการผลิตของไทยที่ลงทุนไปแล้วสอดคล้องกับเทรนด์ตลาดโลก โดยหลังจากปี 2552 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก การส่งออกสินค้าและบริการทั่วโลกหดตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนของไทยมีความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน จากนั้นเกิดนํ้าท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายค่อนข้างมากในภาคธุรกิจ จึงทำให้ตัวเลขการลงทุนในปีถัดมาขยายตัวได้กว่า 12.8% แต่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวกลับไม่ใช่การลงทุนเพื่อขยายกำลังผลิตทั้งหมด จะเน้นหนักไปที่การซ่อมแซมของเก่าหรือนำมาทดแทนที่เสียหายให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม และนับจากปี 2555 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ตํ่า ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกไทยติดลบต่อเนื่องถึง 3 ปีติดต่อกัน ยิ่งตอกยํ้าให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงไปอีก จึงทำให้การลงทุนเอกชนไทยที่ผ่านมาจึงไม่ไปไหน อยู่ในสภาวะซึมๆ อย่างที่เราเห็น

อย่างไรก็ดี ในปี 2560 นี้การลงทุนเอกชนเริ่มขยับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ การฟื้นตัวของตลาดโลกทำให้การส่งออกฟื้นตัวขึ้น ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 5.8% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยางพารา เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป จึงทำให้ตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรภาคอุตสาหกรรมและวัตถุดิบนำเข้าในกลุ่มเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามลำดับ สัญญาณดังกล่าวประกอบกับเม็ดเงินลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมากขึ้น ทางศูนย์วิเคราะห์ฯ จึงประเมินว่าในปี 2560 การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ประมาณ 1.6%

สำหรับทิศทางในปี 2561 ศูนย์วิเคราะห์ฯ ประเมินว่าการลงทุนเอกชนจะกลับมาเติบโตดีขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% จากปัจจัยความพร้อมของตัวธุรกิจและปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐ โดย

“ปัจจัยความพร้อมของตัวธุรกิจ” มาจากการวิเคราะห์ในเรื่องของสภาพคล่องของธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีปริมาณกระแสเงินสด (Free Cash Flow) เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับทิศทางอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลายบริษัทมีค่า ROE สูงกว่า 10% นับตั้งแต่ปีที่แล้ว (สามารถอ่านรายละเอียดได้ในคอลัมน์ยังอีโคโนมิสต์ เรื่อง “ประเมินแนวโน้มธุรกิจด้วย ROE นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3274 และ 3275) จึงมองว่า ภาคเอกชนมีความพร้อมมากขึ้นที่จะนำสภาพคล่องดังกล่าวไปลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรต่อไปในอนาคต

“ปัจจัยสนับสนุน” จากนโยบายภาครัฐสนับสนุนการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) การส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการจัดกลุ่มส่งเสริมเป็น First S-Curve และ New S-Curve โดยประเมินว่าเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่รวมกันในปี 2559 และ 2560 กว่า 1.2 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริงนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ผนวกกับปัจจัยหนุนอีกหนึ่งแรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.7 ล้านล้านบาท ที่ภาครัฐจะให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า Public Private Partnership หรือ PPP โดยคาดว่าภาคเอกชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวประมาณ 40%ของมูลค่าลงทุนรวม

ด้วยปัจจัยความพร้อมและปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวข้างต้น คาดว่าจะทำให้การลงทุนเอกชนจะกลับมาเติบโตได้ในปีหน้า ซึ่งประเมินว่าธุรกิจที่มีแนวโน้มลงทุนเพิ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ สื่อสารและโทรคมนาคม การท่องเที่ยว ธุรกิจสุขภาพ การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพร้อมและปัจจัยหนุนที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่าผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจาก SMEsมีความ พร้อมน้อยกว่าเพราะมีทุนน้อยมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตํ่า ซึ่งจากการศึกษาโครงสร้างสินทรัพย์ลงทุนของศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่าการลงทุนเอกชนในปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.8% นั้น จะเป็นการขยายตัวที่มาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 80% และเป็นของ SMEs เพียง 20% เท่านั้น ดังนั้น จึงสรุปว่า “การลงทุนเอกชนที่จะกลับมาในปีหน้า จะโตได้ดีในรายใหญ่ แต่รายเล็กยังโตได้น้อย”

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด