
ทิศทางดอลล์ ทิศทางบาท
1.ธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เท่าเดิมครับ คือที่ 1.-1.25% แต่ได้ระบุชัดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งผมคาดว่าน่าจะเป็นในเดือนธันวาคม ตามที่หลายๆ นักวิเคราะห์มองกัน และจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2018
2.ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มลดบัญชีงบดุลลง ซึ่งบัญชีงบดุลฯ ของเฟดในปัจจุบันนั้นอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯทีเดียว
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปลายปี 2008 ช่วงวิกฤติการเงินซับไพรม์ เป็นต้นมานั้น ได้เริ่มนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณทางการเงิน หรือที่เรียกว่าคิวอี มาทั้งหมด 3 ครั้ง ด้วยการเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล และซื้อคืนอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่ออสัง หาริมทรัพย์จากตลาด เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับภาคการเงิน และกดให้อัตราดอกเบี้ยในระบบอยู่ในระดับตํ่า ซึ่งมาตรการนี้ถูกใช้ควบคู่ไปกับการลดอัตราดอกเบี้ยลงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือที่ 0-0.25% ของสหรัฐฯ
หลังจากนั้น เฟดก็จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณการลดการถือครองสินทรัพย์ทั้ง 2 ชนิดทุกๆ 3 เดือนจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ที่จะลดให้ได้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนตามลำดับครับ
ความสำคัญของผลการประชุมของเฟดในครั้งนี้ก็คือ ประการแรก เฟด ส่งสัญญาณชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่งต่อทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และ ประการที่ 2 ก็คือ จะเป็นการยุติบทบาทของเฟดต่อนโยบายคิวอีอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เฟดหยุดปั๊มเงินเข้าสู่ระบบมาระยะหนึ่ง
แน่นอนว่า ท่าทีที่ชัดเจนเช่นนี้ได้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นทันทีเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก ขณะที่เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทไทยในช่วงการซื้อขายเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดประกาศผลการประชุมออกมานั้น เงินบาทก็อ่อนค่าสู่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับราคา 33.07 บาทต่อ ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า
ตามทฤษฎีแล้ว การส่งสัญญาณที่ชัดเจนของเฟดทั้ง 2 ประการดังกล่าว จะทำให้ทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ เพราะอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯอยู่ในทิศทางขาขึ้นครับ และก็น่าจะผ่อนคลายแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาทไทย ซึ่งถือว่าแข็งที่สุดสกุลหนึ่งในทวีปเอเชียด้วย
แต่กระนั้น ก็ยังไม่น่าไว้ใจครับ เพราะทั้งเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการลดขนาดงบดุลของเฟด ถือเป็นสิ่งที่ตลาดและนักลงทุนรับรู้กันอยู่แล้ว ปฏิกิริยาที่มีต่อดอลลาร์ที่แข็งขึ้นนั้น น่าจะเป็นปฏิริยาในช่วงสั้นๆ เท่านั้น
ในความเป็นจริง นักลงทุนสหรัฐฯพากันขนเงินออกไปลงทุนในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่กันเยอะ เพราะว่าหุ้นในสหรัฐฯแพง และในตลาดเกิดใหม่ก็เริ่มกลับมามีแนวโน้มที่สดใสมากขึ้นกว่าเดิม
โดยเฉพาะไทย นั้นถูกมองว่าเป็น “แหล่งพักพิงที่ปลอดภัย” หรือ Safe Haven ไปแล้ว โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตร ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่มั่นคง เศรษฐกิจการลงทุนจากภาครัฐที่ชัดเจน ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในสหรัฐฯ ดังนั้นทิศทางของเงินบาทจึงไม่น่าจะอ่อนตัวลงได้ในระยะยาว
ก็ต้องรอกันวันนี้ (27 กันยายน) ล่ะครับ ว่าคณะกรรม การนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยไล่ฝรั่งหรือไม่ หรือถ้าประกาศลดดอกเบี้ยแล้วฝรั่งจะออกไปได้จริงหรือไม่
เงินบาทแข็งเพราะดอกเบี้ยไทยสูงกว่าฝรั่ง เป็นเพียงแค่หนึ่งในปัจจัยครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560






