thansettakij
thansettakij
ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ‘ความยากจน&เหลื่อมล้ำ’ประเทศกำลังพัฒนา

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ‘ความยากจน&เหลื่อมล้ำ’ประเทศกำลังพัฒนา

27 ก.ย. 60 | 04:09 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ย. 60 | 11:09 น.
TP07-3300-1 เมื่อปี 2554 นายบัน คีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติได้กล่าวว่า “ประชาชนที่ยาก จนที่สุดของโลกยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เราจำเป็นที่จะต้องช่วยดึงพวกเขาขึ้นมา” ปัจจุบันประชากรโลกประมาณ 1 พันล้านคนมี ชีวิตอย่างยากจนที่สุด และ 1ใน 3 ของประชากรเหล่านี้คือ เด็ก ที่ผ่านมาในการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MillennialDevelopment Goals หรือ MDGs) ตัวเลขอัตราความยากจนลดลง แต่คนที่จนที่สุดแทบไม่ได้ผล กระทบในทางบวก

จากการศึกษาของ T. Bhatkal, E. Samman และ E. Stuart (2015) ที่ชื่อว่า Leave No One Behind: The Real Bottom Billion พบว่า ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 15 ปี ประมาณ 1 พันล้านคน ไม่ได้รับการศึกษา หรือเรียนหนังสือไม่จบชั้นประถมศึกษา ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในชนบท นอก จากนั้นประชากรโลก 800 ล้านคนเป็นโรคขาดอาหาร และ 75% ของประชากรเหล่านี้อาศัยอยู่ในชนบทเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นเมื่อเราพิจารณาการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา ชน กลุ่มน้อยโดยส่วนใหญ่คือผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการดังกล่าว

TP07-3300-3 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Develop- ment Goals หรือ SDGs) ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายนปี 2558 ตระหนักถึงความจำเป็นที่การพัฒนาจะต้อง “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และจะต้องคำนึงถึงกลุ่มคนที่มักจะถูกทอดทิ้ง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ชน กลุ่มน้อย ตลอดจนผู้หญิงและเด็ก ดังนั้นในกระบวนการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีจึงจะต้องมีนโยบายที่มุ่งเน้นให้ผลของการพัฒนาเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนดังกล่าว

ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ มีในทุกประเทศ และเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความขัดแย้ง จากการศึกษาที่กล่าวข้างต้น 2 ใน 3 ของคนจนอยู่ในภาคเกษตรและส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ถือครองที่ดินขนาดเล็ก ถ้าพิจารณาจากกรณีของประเทศไทย จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปีเพาะปลูก 2556/2557 ครัวเรือนเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ห่างไกลชลประทาน มีสัดส่วนครัวเรือนที่ยากจนมากที่สุดคือ 37% ของครัวเรือนเกษตรในภาค รองลงมาคือ ครัวเรือนเกษตรในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนของครัวเรือนที่ยากจน 26.09 13.86 และ 9.57% ของครัวเรือนเกษตรในภาค

TP07-3300-2 อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนนํ้าก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างเดียวของเกษตรกร แม้แต่ในพื้นที่ภาคกลางซึ่งมีนํ้าอุดมสมบูรณ์ ชาวนาบางส่วนก็เลิกทำนาและปลูกพืชอื่นๆ ที่สร้างรายได้ที่มากกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนในการผลิตข้าวที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้จากการขายข้าวไม่สูงมาก

จากเอกสารสรุปจังหวัดนครปฐม เมื่อปี 2559 พบว่ามีพื้นที่เกษตรกรรม 59% ของพื้นที่ทั้งหมดและประชากร 17% มีอาชีพในภาคเกษตร อาชีพเกษตรกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การทำนา ทำไร่ ทำสวนผลไม้ และ ปลูกพืชผัก จากการสัมภาษณ์ชาวนาในจังหวัดนครปฐมเร็วๆ นี้ของผู้เขียน พบว่าชาวนาได้เริ่มปรับตัว เนื่องจากกำไรที่ได้จากการทำนามีไม่มาก ดังนั้นชาวนาจึงลดพื้นที่ในการทำนา และเปลี่ยนมาเป็นการผลิตพืชผักเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นชาวนาบางกลุ่มได้พัฒนาการปลูกผักและผลไม้แบบปลอดสารพิษ เพื่อตอบ สนองความต้องการผลผลิตที่เป็นประโยชน์เชิงสุขภาพของผู้บริโภค

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนได้มีโอกาสไปที่จังหวัดตรัง และได้ไปพักที่หมู่บ้านชายทะเลที่อำเภอกันตัง ขณะนี้เป็นช่วงที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ผู้เขียนได้คุยกับชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวชาวประมงและเป็นชาวมุสลิม การหาปลาและการแปร รูปผลิตภัณฑ์วัตถุดิบจากทะเลยังเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน แต่ในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาก ความสวยงามของทะเลและเกาะของจังหวัดตรัง ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

ในช่วงนั้นชาวประมงเลือกที่จะหยุดจับปลาและเปลี่ยนอาชีพมาเป็นผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะต่างๆ ตัวอย่างเช่น ที่เกาะลิบง นอกจากการดูฝูงพะยูนแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้รับประสบการณ์จากการนั่งรถสามล้อพ่วงข้าง บนถนนเส้นเดียวบนเกาะ หรือจากการนั่งกินกาแฟในร้านกาแฟ เล็กๆ บนเกาะ ตลอดจนการเฝ้าดูวิถีชีวิตแบบชาวมุสลิม

จากแนวโน้มที่การท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ชาวบ้านที่เป็นชน กลุ่มน้อย ก็จะมีโอกาสที่จะมี รายได้สูงขึ้นและพ้นจากความยากจน แต่การท่องเที่ยวก็จะ ต้องไม่ทำลายธรรมชาติและเปิดโอกาสให้คนจนได้รับผลพวงจากการพัฒนา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9-1