thansettakij
thansettakij
เก่าไป ใหม่มา นวัตกรรมสินค้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

เก่าไป ใหม่มา นวัตกรรมสินค้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

26 ก.ย. 60 | 23:15 น.
MP23-3299-3A บทความนี้ศึกษาวิวัฒนาการของเศรษฐกิจไทยจากมุมมองของการเปลี่ยน แปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนจากประเภทของสินค้าส่งออกทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และผู้ประกอบการ โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกรายบริษัทและรายสินค้าจากกรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้

นวัตกรรมของสินค้า (product innovation) มักมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ประเทศหรือผู้ประกอบการมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว (path dependence) โดยประเภทของสินค้าที่ผลิตในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดโครงสร้างสินค้าในอนาคตทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และบริษัท

ศักยภาพการผลิตของไทยเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยโครงสร้างสินค้ามีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวชี้วัดระดับประเทศที่เรียกว่า Economic Complexity Index (ECI) และตัวชี้วัดสำหรับสินค้าที่เรียกว่า Product Complexity Index (PCI) อย่างไรก็ดี แม้ค่า ECI ของไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไทยกลับมีระดับรายได้ต่อหัวที่ค่อนข้างตํ่าเมื่อเทียบกับประเทศที่สามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อน (ECI) ระดับเดียวกัน เพราะการส่งผ่าน know-how กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่ม ทำให้การต่อยอดองค์ความรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นในวงกว้าง ศักยภาพการผลิตไทยจึงขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการจำนวนน้อยราย โดยผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง มีเพียง 19% จากจำนวนทั้งหมด

MP23-3299-1A ดังนั้น หนทางสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวมิใช่เพียงมุ่งจะเติบโตจากการผลิตสินค้าเดิมๆแต่ควรเน้นการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ด้วยการเพิ่มระดับความซับซ้อนและความหลากหลายของสินค้าที่ผลิต รวมถึงกระจาย know-how ให้ได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ผู้วิจารณ์(สมประวิณ มันประเสริฐ และณัฐ ธารพานิช)มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การใช้เครื่องมืออื่นๆ เพื่อวัดศักยภาพการผลิตสินค้าส่งออก อาจให้ผลการศึกษาที่แตกต่างออกไป เช่น การวัดมูลค่าการส่งออกโดยใช้มูลค่าเพิ่ม (Valueadded) ซึ่งจะสะท้อนว่าสินค้าส่งออกของไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงมากน้อยเพียงใด เพราะไทยอาจมีศักยภาพในการผลิตสูงจริง หรืออาจเป็นเพราะนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศต้นทางมีความซับซ้อนก็ได้ 2) การพัฒนาขอบเขตของการศึกษาให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ควรคำนึงถึงภาคบริการที่มีความเชื่อมโยงต่อภาคการผลิตสูงขึ้น และบทบาทของการสร้างนวัตกรรมสินค้าโดยบริษัทต่างชาติ และ 3) การกระจุกตัวของนวัตกรรมของสินค้าและ know-howไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ควรมีการจัดการเชิงสถาบัน (institutional arrangement) ที่สามารถช่วยกระจายรายได้ให้เกิดความเท่าเทียมกันได้มากขึ้นผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เพิ่มการเข้าถึงตลาด เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพิ่มการแข่งขัน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในประเทศได้อย่างมีคุณภาพ หรือเรียกว่าการระเบิดจากภายใน (inside out)

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,299 วันที่ 24 - 27 กันยายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9-1-11