
รถไฟฟ้า VS ความมั่นคงทางพลังงาน
แต่กระนั้นได้มีการประเมินว่า ภายในปี 2030 ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า จะเพิ่มขึ้นเป็น30% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรือ อีวี เพิ่มมากขึ้นก็มาจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึงที่อินเดียด้วย
โดยล่าสุดนั้น อินเดียก็ได้มีการตั้งเป้าว่า ภายในปี 2020 อินเดียจะใช้แต่รถยนต์อีวีจะทำได้จริงหรือไม่ ถือเป็นอีกเรื่อง ส่วนที่จีนนั้น ล่าสุด นายซิน กั๊วปิ๋ง รองรัฐมนตรีด้านอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ขอให้บรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วประเทศตั้งกำหนดเวลาว่าเมื่อไหร่จะเริ่มหยุดขายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิมๆ
นั่นหมายความว่า จีนกำลังเดินหน้าพัฒนา และใช้รถยนต์อีวีอย่างเต็มสูบ ถือว่าน่าสนใจมากๆ ประชากรจีนมีมากถึง 1.3 พันล้านคน หากใช้รถยนต์อีวีทั้งหมด จะเป็นตลาดที่มีขนาดมหึมาทีเดียว
การมาถึงของรถยนต์อีวีนั้น ในด้านหนึ่งก็คือการลดการใช้พลังงานฟอส ซิล คือนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติลง และในอีกด้านหนึ่งก็คือ การที่จะต้องใช้ไฟฟ้ากันมากขึ้น
สำหรับหลายประเทศพัฒนาแล้วที่มีความมั่นคงทางพลังงาน ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องของการจัดหาซัพพลาย หรือไฟฟ้าที่จะเข้ามาทดแทนนํ้ามัน ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาและจีนนั้น ก็มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ซึ่งมีความมั่นคงทางพลังงานอยู่แล้วครับหันมามองที่ประเทศไทยของเรากันบ้าง เรื่องนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อย แน่นอนว่าการใช้ไฟฟ้า น่าจะประหยัดได้มากกว่าการใช้นํ้ามัน หรือก๊าซธรรมชาติแต่ทว่าการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยนัน้ ยังถอื ว่ามีปัญหาและประเทศเรายังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการ
การมาถึงของรถไฟฟ้าอีวี ในอนาคต จะเป็นปรากฏการณ์ที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญและสนใจกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างจริงๆจังๆ มากกว่าในปัจจุบันแล้วครับ รถอีวี ถือเป็นเทรนด์เป็นทิศทางแนวโน้มใหม่ของโลกที่มาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน
แต่เราเองยังคงติดอยู่กับกับดักเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ไทยแลนด์จะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นคำถามที่ต้องช่วยกันคิดครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,296 วันที่ 14 - 16 กันยายน พ.ศ. 2560






