ในยุคที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวกับ 4.0 ในทุกเรื่องนั้น ในส่วนของ SMEs ก็มีการพูดถึง SMEs 4.0 กันบ่อยครั้ง หรือบางทีก็เรียกว่า Smart SMEs หรือ Digital SMEs ซึ่งความหมายโดยรวมก็คือ SMEs ที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาใช้ในการทำธุรกิจเพื่อให้สามารถบริหารจัดการในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการได้เร็วขึ้น ต้นทุนถูกลง และคุณภาพเป็นไปตามที่ต้องการ รวมถึงการเข้าสู่ตลาดได้กว้าง และเร็ว ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีจำนวนมากที่ SMEs สามารถนำมาใช้ได้ บางอย่างก็หาได้โดยไม่มีต้นทุน บางอย่างก็มีต้นทุนแต่ปัญหาสำหรับ SMEs ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่อยากใช้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรดี อันไหนที่เหมาะสมและควรผใช้มากน้อยเพียงใด เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันมีหลากหลายทั้งประเภทและระดับ หากใช้ไม่เหมาะสมก็เปล่าประโยชน์และอาจจะเป็นการลงทุนมากเกินไปโดยไม่จำเป็น การเลือกว่าควรจะใช้เทคโนโลยีอะไรถึงจะเหมาะสม จึงถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ SMEs ยิ่งนัก
สำหรับธุรกิจที่ต้องการผันตัวเองเป็น Smart SMEs ต้องเริ่มจากตัวเจ้าของธุรกิจที่มีความตั้งใจจริงก่อน เพราะหากการเปลี่ยนแปลงไม่เริ่มที่หัวขององค์กรก็ไม่ต้องพูดถึงส่วนอื่นๆ อีก และนอกจากอยากจะทำแล้ว ใจยังต้องเด็ดเดี่ยวอีกด้วยเพราะเมื่อลงมือทำจริงๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อไป ซึ่งต้องการความอดทน ขยัน และขวนขวาย ซึ่งบ่อยครั้งต้องกล้าบอกตัวเองก่อนว่า ปัญหาของธุรกิจคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจอยากได้ เพื่อจะได้รู้ว่าควรใช้เทคโนโลยีประเภทไหนและขนาดไหน เพราะวันนี้เทคโนโลยีมีให้เลือกมากมายและสามารถหาได้ง่าย เพียงแต่เราต้องแสวงหา ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ที่สำคัญอย่ามองหาเทคโนโลยีก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะใช้กับธุรกิจเราอย่างไร
ผมได้มีโอกาสเห็นเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่ไม่ต้องใช้คนดำนา การพ่นยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยที่ไม่ต้องใช้คน แถมยังมีการเก็บข้อมูลไว้เพื่อดูว่าตรงไหนลงต้นกล้าไปเท่าไร พ่นยา หรือปุ๋ยอะไรไปเท่าไร เมื่อไร หรือเทคโนโลยีที่ช่วยในการปลูกผัก ที่ใช้แสงไฟนีออนสีต่างๆ ที่มีคลื่นความถี่และสี หลอกให้ผักเจริญเติบโตได้ไว หรือการเพาะเห็ด ในพื้นที่ที่มีการควบคุมความชื้น การให้ปุ๋ยและอาหารกับเห็ดในช่วงเวลาที่เห็ดต้องการและในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งหมดดำเนินการโดยเทคโนโลยีดิจิตอลและเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ เพื่อพัฒนาปรับปรุงต่อไป แน่นอนคนที่ผมคุยด้วยบอกว่าคุ้มค่ากับการลงทุนในเรื่องนี้เพราะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ แต่สำหรับหลายๆ คนบอกว่าพื้นที่เพาะปลูก หรือขนาดกิจการที่ไม่ใหญ่มากก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้เกินความจำเป็นเกินความสามารถที่จะเรียนรู้และเกินกำลังลงทุน
อีกราย แม่ค้าขายข้าวแกงธรรมดาที่โหลดแอพพลิเคชั่นการทำบัญชีที่หาได้ฟรีๆ ในโทรศัพท์มือถือมาใช้เพื่อดูว่าวันนี้ขายได้เท่าไร และใช้จ่ายไปเท่าไร เพื่อแยกเงินในกระเป๋าตัวเองออกว่าส่วนไหนเป็นการค้าขายส่วนไหนใช้ส่วนตัว ผมถามว่าใช้เป็นได้อย่างไร เขาบอกว่าลูกสาวสอนให้ใช้ ซึ่งก็เรียนรู้ไม่ยาก ตอนแรกก็คิดว่าไม่จำเป็นเสียเวลาแต่ตอนนี้รู้เลยว่าเงินที่ได้แต่ละวันรับจ่ายเท่าไร สิ้นเดือนหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วที่เป็นรายวัน รายเดือน สรุปแล้วธุรกิจ ได้กำไรมากหรือน้อย อะไรที่จ่ายเยอะต่อไปก็ต้องดูให้ดี ซึ่งตอนแรก ก็ไม่กล้าใช้ กลัวไม่รู้เรื่อง แต่พอใช้แล้วเห็นว่าใช้ง่ายและมีประโยชน์มาก จะพยายามหาโปรแกรมฟรีที่จำเป็นเหล่านี้มาใช้เพิ่มเติม
ในการพิจารณาเลือกเทคโนโลยีนั้น เราต้องให้โอกาสกับตัวเองในการเรียนรู้ การเสาะหา และเปิดใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีให้เลือกมากมาย และพัฒนาตลอดเวลา มีของทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชนให้เลือกเรียนรู้ หรือดาวน์โหลดฟรี เช่น ของกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีโปรแกรมให้ใช้ฟรี เช่น การเก็บสินค้าคงคลัง บัญชี การออกบิล หรือการตรวจประเมินธุรกิจด้วยตัวเอง สำหรับ SMEs ทั่วไป และเรื่องที่นิยมมากในปัจจุบัน เรื่อง e-commerce เราอาจต้องเรียนรู้ถึงประโยชน์ วิธีการ เงื่อนไข ว่าเหมาะกับสินค้าหรือธุรกิจเราหรือไม่ และขนาดไหนที่เหมาะสมในทุกมิติ เพราะของฟรี เช่น Facebook ที่สามารถใช้ฟรีมีคนทำกันเยอะแยะ หรือจะเข้าสู่ระบบ e-commerce แบบเป็นเรื่องเป็นราวของเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น อาลีบาบา ฯลฯ ที่เราต้องมีการเรียนรู้ ลงทุนค่าสมาชิก รับเงื่อนไขระดับหนึ่ง แต่ก็มีโอกาสเข้าสู่ตลาดกว้างขึ้น เป็นต้น
การเลือกเทคโนโลยีดิจิตอลอะไร มาช่วยเรื่องใด และขนาดไหนนั้น เริ่มจากตัวผู้ประกอบการก่อนนะครับ ว่าเรามีประเด็นใดในธุรกิจที่ต้องการแก้ไขหรือพัฒนา และมีเทคโนโลยีอะไรที่จะช่วยแก้ปัญหาของเรา แล้วเรียนรู้หรือถามผู้รู้ ให้เข้าใจในทุกมิติ เพื่อดูว่าคุ้มค่ากับการใช้งานและการลงทุนหรือไม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,293 วันที่ 3 - 6 กันยายน พ.ศ. 2560