svasdssvasds

แดนภารตที่แตกต่าง

05 ก.ย. 2560 เวลา 23:25 น.
tp08-3293-c เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศอินเดียตามโครงการของศูนย์อินเดียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยทุนศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดขึ้นเพื่อนำนิสิตจำนวนทั้งหมด 12 คนที่ไม่เคยเดินทางไปอินเดียมาก่อน โดยที่นิสิตทั้ง 12 คนผ่านการคัดเลือกโดยการเขียนบทความแข่งกันว่า อินเดียนั้นในทัศนคติเป็นอย่างไร และความร่วมมือระหว่างอินเดียและอาเซียนทำได้อย่างไรบ้าง เมื่อกลับมาก็ต้องมาประชุมร่วมกันและเขียนบทความอีกครั้งหนึ่งว่าได้เห็นอะไรมาบ้างในการเดินทาง และจัดเวทีเสนอผลงาน คณาจารย์ที่ไปด้วยนั้นล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดีย

โปรแกรมดังกล่าวนอกจากไปดูสภาพสังคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจและการเมืองยังได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำทางศาสนาทั้ง อิสลาม ซิกข์ และฮินดู ศึกษาพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และหารือกับนักวิชาการอินเดียด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของอินเดีย และยังพบท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย

ส่วนตัวนั้นเคยไปอินเดียมาหลายครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ประสบการณ์ครั้งนี้มีคุณค่ายิ่ง นับตั้งแต่ที่สนามบินอาคารสร้างใหม่ที่แปลกตาโอ่โถงไปจากเดิม มีรถไฟแอร์พอร์ต เอ็กซ์เพรสที่เชื่อมระหว่างสนามบินและเมืองนิวเดลี นิวเดลีเป็นเมืองที่เขียวชะอุ่มมีต้นไม้เป็นจำนวนมาก การเดินทางเมื่อไปถึงจุดมุ่งหมายแรกคือไปที่เมืองอักรา เป็นที่ตั้งของตาชมะฮัล (Taj Mahal) เขียนตาม อาจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล เพื่อให้เห็นความเจริญของอินเดียในอดีต ในระหว่างการเดินทางนั้นได้ใช้ถนนสร้างใหม่ชื่อว่า ยมุนาเอ็กซ์เพรส เป็นถนนกว้างขนาด 8 เลน สภาพถนนต่างจากที่เคยไปตาชมะฮัลในครั้งแรก ระหว่างทางเห็นสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน และมีตึกสูงระฟ้าจำนวนมาก เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆที่แสดงถึงอินเดียมีความเจริญที่รวดเร็วทางเศรษฐกิจในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา

ระยะเวลา 3 ปีนี้ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี อดีตมุขมนตรีของรัฐคุชราตที่สร้างความเจริญให้กับรัฐโดยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคใหม่ มีประปา มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่ติดๆดับๆ เสริมสร้างบรรยากาศในการลงทุน จนทำให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในรัฐและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ด้วยความสำเร็จในการบริหารรัฐคุชราต ทำให้ชนชั้นกลางของอินเดียเล็งเห็นว่า นโยบายประชานิยมที่ให้ประโยชน์แก่คนจน และชนชั้นกลาง เป็นนโยบายที่ล้าหลังไปแล้ว และเลือกนายโมดี เป็นผู้นำประเทศ เพราะคนอินเดียรุ่นใหม่มีความหวังที่จะเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ

[caption id="attachment_176169" align="aligncenter" width="503"] นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีหัวก้าวหน้าแห่งอินเดีย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีหัวก้าวหน้าแห่งอินเดีย[/caption]

นายกรัฐมนตรีโมดี (Modi) มีนโยบายหลายอย่างที่น่าสนใจ (Let’s MODIfy India) เช่น นโยบายอินเดียเอี่ยมสะอาด (Clean India Mission, Swachh Bharat Abhiyan) โดยวางรากฐานให้ประชาชนรักความสะอาดของบ้านเมืองและมีการใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อสร้างห้องนํ้าให้กับชุมชนทั่วประเทศ 12 ล้านแห่ง โครงการขจัดคอร์รัปชัน (Red Tape to Red Carpet) อย่างเอาจริงเอาจัง นายกรัฐมนตรีโมดีได้ประกาศยกเลิกธนบัตรใบละ 500 และใบละ 1,000 รูปี เพื่อดัดหลังผู้ที่ไม่เสียภาษีหรือทำการค้านอกระบบที่เก็บเงินสด

แต่ก่อนที่จะยกเลิกได้เปิดโอกาสให้ประชาชนนำธนบัตรเก่ามาแลกธนบัตรใหม่ พวกฟอกเงินก็ไม่สามารถอธิบายที่มาของธนบัตรเก่าได้ นโยบาย Make in India เพื่อชักชวนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนสร้างงานในอินเดีย ปรับปรุงนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) เป็นนโยบายให้เกิดการทำงานกับตะวันออก (Act East Policy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการบูรณาการเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะสมาชิกอาเซียน

ที่สำคัญและไม่น่าเชื่อว่าทำได้ คือการปรับโครงสร้างภาษีทั้งประเทศจากเดิมที่แต่ละรัฐ ที่มีจำนวนถึง 29 รัฐในอินเดีย มีการเก็บภาษีของรัฐเอง ซึ่งอัตราภาษีมีความแตกต่างกันมากและมีการเก็บภาษีสินค้าข้ามแดนระหว่างรัฐอีกด้วย การปฏิรูประบบภาษีใหม่ถูกบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมปีนี้ โดยให้มีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบเดียวคือภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax) และมีการ?กระจายรายได้จากภาษีกลับคืนให้แต่ละรัฐอย่างเป็นธรรม เพื่อให้รัฐนั้นสามารถนำไปพัฒนาเศรษฐกิจ ผลคือทำให้ต้นทุนภาษีของผู้ประกอบการลดลงเพราะขจัดความซํ้าซ้อนของภาษีระหว่างรัฐ

อินเดียวันนี้แตกต่างจากอินเดียในอดีตเป็นอย่างมากและแนวโน้มที่เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตอย่างยั่งยืนเพราะมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายในประเทศ ทำให้มีการดึงดูดนักลงทุนโดยตรงมาจากทุกภูมิภาค คนไทยที่ไปเยือนอินเดียประมาณปีละ 9 หมื่นคนนั้นกว่า 90% เดินทางไปเพื่อแสวงบุญในดินแดนของพุทธศาสนาแต่ไม่ได้ท่องเที่ยว ซึ่งสถานที่หลักๆนั้นอยู่ในรัฐที่ยังไม่เจริญนัก จึงทำให้คนไทยนั้นยังไม่เห็นภาพอินเดียในยุคใหม่อย่างแท้จริงเพราะความเจริญเริ่มกระจายตัวตามหัวเมืองหลักที่มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปประกอบกิจการอย่างมากมาย เพื่อขายในอินเดียให้กับคนชนชั้นกลางที่มีจำนวนประมาณ 300 ล้านคน และส่งออกไปยังภูมิภาคใกล้เคียง ทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกา การเดินทางไปอินเดียครั้งนี้นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ให้กับเยาวชนรุ่นหลัง 12 คนที่จะเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ให้คนไทยรู้จักอินเดียยุคใหม่ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,293 วันที่ 3 - 6 กันยายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด