thansettakij
thansettakij
จากสงครามถึงจีไอ

จากสงครามถึงจีไอ

24 ส.ค. 60 | 23:15 น.
Tp12-3290-1z ช่วงเดือนที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวไหนจะตื่นเต้นและสร้างผลกระทบต่อความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจมากไปกว่าเรื่องสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ตลาดหุ้นในสหรัฐฯตกหลายวันติดต่อกันแต่หลังจากประเมินได้ว่าสงครามจริงคงไม่เกิดขึ้นตลาดก็ฟื้นกลับขึ้นมาเป็นบวกได้ในวันจันทร์ที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้บอกเราว่าความไม่แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์อ่อนไหวนี้ยังไม่จบจนกว่าจะมีการดำเนินการจัดการให้การเจรจาเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือการคว่ำบาตรของมติสหประชาชาติต่อเกาหลีเหนือซึ่งมีจีนเป็นประเทศหลักที่จะดำเนินการได้อย่างเป็นผลเพราะการค้าของเกาหลีกับจีนนั้นเป็นสัดส่วน 80% ส่วนประเทศไทยนั้นคงไม่กระทบเพราะเรามีการค้ากับเกาหลีเหนือเพียง 126.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 และลดลงเรื่อยๆจนเหลือเพียง 28.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2016 เท่านั้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ 1) ความอ่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งอ่อนลงและแข็งค่าขึ้น 2) ราคานํ้ามันซึ่งตํ่ามาเป็นเวลานานและมีการคาดว่าจะขึ้นไปแตะที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเพราะสต๊อกลดลงแต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ เพราะ 2 ปัจจัยคือประ เทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปก (มี 10 ประเทศเช่นไนโรบี) ก็ยังไม่ยอมลดจำนวนการผลิตลงและขณะเดียวกัน Shale Gas ของสหรัฐฯก็ยังเป็นตัวดึงราคาอีกด้วย แต่หากมีเค้าสงครามอยู่ไปอีกระยะแล้วก็อาจจะกระทบถึงราคาได้เพราะความเสี่ยงเรื่องการขนส่งไปยังประเทศผู้ซื้อ 3)ค่าระวางการส่งสินค้าทางเรือซึ่งมีโอกาสจะขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในการขนส่งผ่านประเทศในคาบสมุทรเกาหลีและอาจจะถูกกระ ทบจากราคานํ้ามันข้างต้น และ 4) คือค่าประกันภัยของสินค้าที่ส่งทางเรือ จึงหวังว่าเหตุการณ์นี้จะกลับสู่ปกติในเร็ววัน

เรื่องที่ 2 คือนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่สั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ Robert Lighthizer ศึกษาเรื่องที่จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสินค้าของสหรัฐฯซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นปีก่อนจะสรุปผลได้ สิ่งที่เราต้องเฝ้าระวังคือสหรัฐฯ อาจจะดำเนินนโยบายนี้กับเราเข้มข้นขึ้นก็ได้ ปัญหาเรื่องการปลอมหรือเลียนแบบที่เกิดขึ้นกับเครื่องหมาย การค้า สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเกิดขึ้นกับสินค้าไทยกันเองด้วย เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์พืช เป็นต้น วิธีแก้ก็มี 2 ทางคือใช้กฎหมายซึ่งไม่ประสบความสำเร็จตราบเท่าที่มีความต้องการของสินค้าเหล่านี้ จึงต้องให้ความรู้กับผู้บริโภคไปพร้อมๆกันในเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือทางเศรษฐกิจเช่นปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ข้างต้น ประเด็นที่เชื่อมโยงกับปัญหานี้คือเรื่องสินค้า “สิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)” หรือที่เรียกย่อว่า “GI” ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ผลิตในพื้นที่หนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อปกป้องไม่ให้มีการใช้ชื่อเลียนแบบไปกล่าวอ้างในสินค้าเหมือนกันแต่ผลิตในที่อื่นๆ สินค้าในชุดนี้ของเรามีมากมายที่ได้รับขึ้นทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา

อย่างไรก็ดีผมขอเสนอว่าหากเน้นการผลิตโดยเพิ่มประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตาอยู่คือความปลอดภัย (Safety)และกระบวนการผลิตที่รักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (Sustainability)ให้ได้ก็จะเพิ่มมูลค่าและคุณค่าขึ้นไปอีกเพราะลำพังแค่สถานที่อย่างเดียวนั้นไม่เป็นการเพียงพอต่อความยั่งยืนของตัวสินค้าในการแข่งขันในโลกการค้ายุคใหม่ได้อย่างแน่นอน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,290 วันที่ 24 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560