thansettakij
thansettakij
นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ จะล้มเหลว

นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ จะล้มเหลว

23 ส.ค. 60 | 23:03 น.
Tp10-3290-4 ประเด็นความเคลื่อนไหวของข่าวสารโลกในที่สุดก็กลับมายังวอชิงตันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เบี่ยงกระแสไปที่วิกฤติเกาหลีเหนือมาระยะหนึ่งครับ โดยครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนไม่น้อยทีเดียว

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งยุบสภาที่ปรึกษาด้านธุรกิจไป 2 คณะคือสภาด้านการผลิตแห่งอเมริกัน หรือ American Manufacturing Council และสภาด้านนโยบาย หรือ Policy Forum หลังจากที่มีบรรดาซีอีโอและผู้บริหารชั้นนำด้านธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ที่เป็นสมาชิกสภาเหล่านี้ทยอยลาออกกันอย่างต่อเนื่อง

ในจำนวนนี้ ก็มีบรรดาซีอีโอของบริษัทชื่อดัง ไม่ว่าจะบริษัท อินเทลฯ, เมิร์ค,อเมซอน และอื่นๆอีกมากครับหลายคนทนไม่ไหวกับท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อปัญหาความขัดแย้งด้านผิวสี และแนวความคิดสุดโต่ง จนนำไปสู่ความวุ่นวายกับเหตุการณ์จลาจล ที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์

แต่เหนือสิ่งอื่นใดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีบรรดาที่ปรึกษาด้านธุรกิจ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวหลายคน ที่ถอนตัวออกไปจากทีมทรัมป์ รวมไปถึงการไล่ออกด้วย กลายเป็นวิกฤติทำเนียบขาวที่นักลงทุนให้นํ้าหนักมากยิ่งขึ้น

Tp10-3290-3 แน่นอนว่า ภาวะที่เกิดขึ้นนี้ หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเดินหน้านโยบายทางด้านเศรษฐกิจและการค้าของทรัมป์ เกิดข้อกังขาว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่? เพราะเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่ทรัมป์ให้สัญญามาตั้งแต่การหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการจ้างงาน การลดกฎระเบียบข้อบังคับทางด้านการเงิน การลดภาษี นโยบายเหล่านี้ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่นัก

ในขณะนี้ ผ่านช่วงครึ่งปีหลังมา2เดือนแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววว่า ทรัมป์จะมีแรงหรือพลังพอที่จะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเหล่านั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้จริงๆจังๆและเมื่อพิจารณาจากวิกฤติการเมืองของทรัมป์ในขณะนี้ก็ต้องบอกว่ายากครับที่ทรัมป์จะเข็นนโยบายเศรษฐกิจออกมาได้ในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลืออยู่

แต่ๆๆ แม้ว่าทรัมป์อาจจะล้มเหลวในนโยบายเศรษฐกิจ แต่สำหรับเศรษฐกิจโลกแล้ว ต้องบอกว่า ในขณะนี้สัญญาณต่างๆจากเศรษฐกิจโลกนั้นกำลังมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเช่นในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ พบว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่งทีเดียว โดยอานิสงส์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโลกสดใสมากขึ้นกว่าเดิมนั้นก็เป็นเพราะเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนและญี่ปุ่นที่กำลังฟื้นตัวดีขึ้นมาก

โดยคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ เศรษฐกิจโลกน่าจะโตได้ถึง 3.4% และปีหน้า (2561) ที่ 3.5% เรียกว่าเป็นการโตต่อเนื่อง และดีกว่าปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 3.1%

สิ่งเหล่านี้ กำลังบอกเราได้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเดินหน้าไปโดยไม่ง้อสหรัฐฯมากขึ้นครับ ความเชื่อมั่นการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการค้าโลก กำลังฟื้นตัวดีขึ้นในเขตเศรษฐกิจอื่นๆของโลก

นั่นหมายความว่า โลกกำลังทิ้ง โดนัลด์ ทรัมป์ไว้เบื้องหลัง แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังสำหรับประเทศไทย ก็คือ ค่าเงินนี่ล่ะครับเพราะวิกฤติในสหรัฐอเมริกากำลังทำให้เงินดอลลาร์อ่อนต่อเนื่องและเงินบาทก็น่าจะแข็งต่อเนื่องเช่นกัน
เป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรับมือและหาทางป้องกันความเสี่ยงไว้ดีที่สุดครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,290 วันที่ 24 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560