thansettakij
thansettakij
EECกับกุญแจสำคัญด้านโลจิสติกส์

EECกับกุญแจสำคัญด้านโลจิสติกส์

17 ส.ค. 60 | 23:15 น.
tp9-3288-c ในฉบับนี้จะขอกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไปโดยมีแผนงานทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและเทศให้เข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมในเขต EEC จะทำให้ประเทศไทยมีการขยายตัวทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศทั้งการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก และเป็นแกนหลักในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป จึงถือได้ว่าเป็นนโยบายที่สำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

อนึ่ง การผลิตของภาคอุตสาหกรรมภายใน EEC จำเป็นต้องอาศัยช่องทางการกระจายสินค้าเข้า-ออกที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางบก ทางนํ้า ทางอากาศ ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมได้มีการพัฒนาแผนงานและโครงการมารองรับไว้มากพอสมควรโดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

อย่างไรก็ตาม หาก EEC ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักลงทุน ปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่จะมีจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบการกระจายสินค้าหากมีการวางแผนหรือมีการเตรียมความพร้อมไม่มากพอ โดยเฉพาะความแออัดในบริเวณท่าเรือหลัก อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือเอกชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขโดยการเชื่อมโยงการขนส่งระบบรางระหว่างนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดไปยังท่าเรือแต่ละแห่งโดยตรง หรือการลงทุนจัดตั้งสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง หรือ Inland Container Depot (ICD) ในพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี เป็นต้น เพิ่มเติมจากแผนงานที่กระทรวงคมนาคมจะมีการจัดตั้งในบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่หนาแน่นใน ICD ลาดกระบัง เพื่อรองรับการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการค้าในระบบ E-Commerce ซึ่งจะมีปริมาณการซื้อขายและส่งมอบสินค้าในแต่ละครั้งไม่มากนัก จึงต้องมีสถานที่สำหรับรวบรวมและบรรจุสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ภายในพื้นที่ก่อนส่งเข้าไปยังท่าเรือเพื่อขนส่งเข้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังและต้องมีการพัฒนาจุดขนถ่ายสินค้าทางรางภายในท่าเรือแหลมฉบังให้สามารถรับและกระจายสินค้าได้มากกว่า 60% เพื่อให้มีความสะดวกและลดต้นทุนการขนส่งทางถนนที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน

นอกจากนี้รัฐบาลยังควรพัฒนาท่าเรือชายฝั่งที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ อาทิ ท่าเรือคลองใหญ่ เป็นต้น ให้เป็นจุดเชื่อมโยงสินค้าที่มีอยู่ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงอำนวยความสะดวกทางด้านกฎหมายและพิธีการศุลกากรให้กับสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถมาขนถ่ายลงเรือลำเลียงผ่านท่าเรือไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อขนส่งไปยังประเทศผู้ซื้อต่อ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างเส้นทางโลจิสติกส์ และลดปัญหาการจราจรทางบกของท่าเรือแหลมฉบังให้ลดน้อยลง โดยจำเป็นต้องพัฒนาสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องในพื้นที่ใกล้เคียงท่าเรือ ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างเจ้าของสินค้า ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกในพื้นที่ และผู้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและประมงขนาดเล็กและสร้างผู้ส่งออกหน้าใหม่ในพื้นที่ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอและคุ้มค่าต่อการลงทุน

ทั้ง 2 กรณีถือเป็นตัวอย่างที่ยกให้เห็นว่าการพัฒนา EEC มีองค์ประกอบที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกันเป็นจำนวนมาก และการบริหารจัดการโลจิสติกส์สำหรับการขนส่งสินค้าออกไปสู่ตลาด ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเร่งด่วนไม่แพ้การส่งเสริมและเชื้อเชิญให้มีคนมาลงทุนเช่นกันซึ่งหากท่านผู้อ่านต้องการทราบรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
กับแผนงานและโครงการด้านโลจิสติกส์ใน EECผู้เขียนขอใช้โอกาสนี้แนะนำให้ไปเดินเยี่ยมชมงาน TILOG-LogistiX 2017 ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2560 ณ Hall 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยจะมีการออกบูธโดยสมาคมการค้าด้านโลจิสติกส์เพื่อนำเสนอข้อมูลและมีการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก สามารถสืบค้นข้อมูลล่วงหน้าได้ที่ http://www.tilog-logistix.com/index.html.

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,288 วันที่ 17 -19 สิงหาคม พ.ศ. 2560