thansettakij
thansettakij
2017 ไม่ใช่ปีของ M&A

2017 ไม่ใช่ปีของ M&A

10 ส.ค. 60 | 23:05 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ส.ค. 60 | 06:23 น.
MP20-3286-c ในรายงานของ Mergermarket.com ซึ่งทำการรวบรวมสถิติการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ทั่วโลกของบรรดาภาคเอกชน พบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2017 นี้ ปริมาณการทำ M&Aหรือ Mergers and Acquisitions ได้ปรับลดลงอย่างน่าใจหายครับเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2016 โดยมีอัตราการลดลงอยู่ที่ 17.9% แต่กระนั้น การควบรวมกิจการที่เกิดขึ้น กลับทำมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นกว่าเดิมที่ราว 8.9% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 6.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตัวเลขเหล่านี้ บ่งบอกได้ว่า จำนวนการควบรวมกิจการทั่วโลกลดลง แต่มีบางดีลที่ทำกันใน ปริมาณมหาศาลกว่าเดิมนั่นเองครับ

แต่คำถามน่าสนใจก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับการควบรวมกิจการทั่วโลก? เพราะอะไรถึงมีจำนวนลดลงทั้งๆ ที่การควบรวมกิจการของภาคธุรกิจนั้น เป็นการขยายกิจการของภาคธุรกิจที่สะดวกมากที่สุด ง่ายที่สุด ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมากมาย และไม่ต้องลงทุนมากกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

คำตอบก็คือ นั่นเป็นเพราะว่า การเข้าซื้อกิจการโดยเอกชนจีนนั้นมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้

ย้อนกลับไปในปี 2016 ปริมาณการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศของบรรดาภาคเอกชนจีนนั้นมีมูลค่าสูงถึง 2.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปรากฏว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศของจีน มีอัตราลดลงมากถึงกว่า 85% เป็นการหดตัวที่สูงมาก

นั่นเป็นเพราะว่า ทางการจีนได้ออกมาตรการควบคุม และป้องกันการไหลออกของเงิน อันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันไม่ให้เงินหยวนอ่อนค่าลงมากเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเงินออกนอกประเทศเพื่อเข้าไปซื้อกิจการต่างๆในต่างประเทศ

M&A มาตรการการป้องกันเงินไหลออกของทางการจีนนั้น มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เมื่อเริ่มต้นปี 2017 ที่ผ่านมานี้เอง โดยบริษัทใดที่ต้องการนำเงินออกนอกประเทศผ่านการทำธุรกรรมก็ต้องชี้แจงกับทางการอย่างละเอียด ส่งผลให้บรรดาเอกชนจีนที่ออกไปประมูลซื้อกิจการในต่างประเทศ ก็มักจะถูกกำหนดไว้ในการประมูลว่า เอกชนจากจีนเหล่านี้ต้องให้การประกันด้วยว่าจะสามารถนำเงินออกนอกประเทศได้จริงๆ ถ้าหากประมูลได้สำเร็จ

สิ่งเหล่านี้ ยิ่งทำให้การเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศของเอกชนจีนนั้น ยากลำบากมากยิ่งกว่าเดิม

มาตรการควบคุมไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศของรัฐบาลจีนนั้น จึงส่งผลกระทบต่อการทำ M&A ของบริษัทจากแดนมังกรอย่างชัดเจนในปีนี้ และคาดว่าทั้งปีนี้ การเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศของเอกชนจีนก็ยังไม่น่าจะฟื้นตัว และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการทำ M&A ทั่วโลกทั้งปี 2017 นี้ด้วย

แต่กระนั้นครับ ผลพวงจากการใช้มาตรการควบคุมเงินไหลออกของทางการจีน ก็ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ นั่นก็คือ ได้ทำให้เกิดการทำธุรกรรมในโลกดิจิตอลกับสกุลเงินอย่างบิตคอยน์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และรวดเร็ว

เพราะว่าในเมื่อ บรรดาเอกชนถูกสกัดกั้นมากขึ้นในการโอนเงินไปยังต่างประเทศ ก็ทำให้บิตคอยน์กลายมาเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะการทำธุรกรรมด้วยบิตคอยน์ ผ่านระบบบล็อกเชนนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของภาครัฐ จนทำให้เมื่อเร็วๆนี้ ก็มีข่าวแว่วๆ มาว่า จีน กำลังหาทางที่จะเข้าควบคุมสกุลเงินดิจิตอลแล้วเหมือนกัน

จีนอาจจะควบคุมการไหลออกของสกุลเงินในโลกจริงได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็กลับต้องปวดหัวกับการควบคุมสกุลเงินในโลกดิจิตอล ซึ่งกำลังกลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจรัฐไปแล้วครับ

เรื่องนี้น่าสนใจ และไม่ไกลตัวเลยครับ ...!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560