
ธุรกิจไทยในระยะยาว...ต้องปรับตัว
มาฉบับนี้ เราจะมาทำความรู้จักเครื่องมือประเมินมูลค่ากิจการในระยะยาวกันต่อครับ โดยเครื่องมือที่จะใช้ในการประเมินมูลค่ากิจการ คือ “อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Invested Capital: ROIC)” อัตราส่วนนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัดว่า เม็ดเงินจากการระดมทุนทั้งจากการก่อหนี้สินและส่วนทุนของเจ้าของสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด หากกิจการใดมีอัตราส่วน ROIC สูงอย่างต่อเนื่อง จะถือว่ากิจการนั้นลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะใช้ ROIC ในการชี้วัดแนวโน้มประสิทธิภาพการลงทุนแล้ว การประเมินทิศทางมูลค่าธุรกิจในระยะยาวจะใช้ “ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย (Weighted Average Cost of Capital) ร่วมด้วย” โดย WACC คือ ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยที่มาจากต้นทุน 2 ส่วนคือ 1.ต้นทุนดอกเบี้ยจากการกู้ยืม (cost of debt) และ 2.ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (cost of equity) โดยนำมาถัวเฉลี่ยตามโครงสร้างเงินทุนของกิจการนั้นๆ หากกิจการใดมีทิศทาง WACC ที่ลดลงจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า กิจการมีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่ดี ดังนั้นการประเมินมูลค่ากิจการในระยะยาวจะใช้ทั้งอัตราส่วน ROIC และ WACC ประกอบกัน โดยลักษณะของกิจการที่มูลค่าธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว จะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนจะต้องมากกว่าต้นทุนเงินทุนอย่างสมํ่าเสมอ (ROIC > WACC)
ทั้งนี้ แนวทางในการปรับตัวคือ “เพิ่ม ROIC ลด WACC” โดยหากเป็นโครงการลงทุนใหม่ ท่านเจ้าของกิจการก็จะต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ “ทำแล้วคุ้มทุน ROIC จะต้องมากกว่า WACC เสมอ” หากไม่เป็นไปตามนี้ “อย่าลงทุนเด็ดขาด” และหากเป็นกรณีโครงการลงทุนเดิมที่กิจการได้ลงทุนไปแล้ว ท่านเจ้าของกิจการจะต้องทบทวนผลการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ “หากพบว่า ROIC น้อยกว่า WACC เสมอ ถือว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน” ท่านอาจจะต้องปรับลดต้นทุนลง รวมถึงอาจจะต้องพิจารณาตัดสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกไป (Non-performing asset) เพื่อพยุง ROIC ภาพรวมของกิจการให้ดีขึ้น
ด้านการบริหารต้นทุนถัวเฉลี่ยหรือ WACC ก็เป็นส่วนสำคัญของการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว หากกิจการท่านมีต้นทุนเงินที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับ ท่านก็จำเป็นจะต้องปรับสัดส่วนโครงสร้างเงินทุนใหม่ให้เหมาะสมกับผลตอบแทนจากการลงทุน จะเห็นว่า เครื่องมือการประเมินมูลค่าทางธุรกิจ ROIC และ WACC นอกจากจะทำให้เราเห็นโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการประเมินสุขภาพของธุรกิจในระยะยาว ทำให้ท่านเจ้าของกิจการสามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,284 วันที่ 3 -5 สิงหาคม พ.ศ. 2560






