
อสังหาริมทรัพย์ กับแรงงานต่างด้าว
การขาดแคลนแรงงานของประเทศไทยจึงเป็นการขาด แคลนแรงงานในเชิงโครงสร้างมิใช่การขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาลอีกต่อไป ความจำเป็นในการใช้แรงงานต่างด้าวในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเป็นมาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับประเทศ ลาว กัมพูชาและเมียนมา ให้แรงงานสามารถเข้ามาทำงานในประเทศ ไทยได้ โดยอนุญาตให้ทำได้ 2 อาชีพคืองานกรรมกรและงานบ้าน แต่การเข้ามาของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกกฎหมายเป็นจำนวนมาก หรือเข้ามาโดยถูกต้องแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และแม้ว่าเข้ามาทำงานแล้วก็ยังมีความผิดที่เกิดได้ในหลายกรณีอาทิ ทำงานในอาชีพที่สงวนหวงห้ามสำหรับคนไทย ย้ายงานไปโดยไม่แจ้งให้นายจ้างทราบ ใบอนุญาตต่างๆ ขาดอายุไม่ว่าจะเป็นพาสปอร์ต วีซ่า หรือใบอนุญาตทำงาน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์เองก็มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากธุรกิจอุตสาหกรรมอื่น คือการที่พื้นที่ทำงานมีหลายหน่วยงานในเวลาเดียวกันมิได้นั่งประจำอยู่ในโรงงานใดโรงงานหนึ่งหรือสถานประกอบการเดียวเหมือนธุรกิจอื่น ซึ่งการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยไม่แจ้งแรงงานจังหวัดก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงเห็นได้ว่าโอกาสของการกระทำผิดเกิดขึ้นได้ง่ายทั้งโดยความตั้งใจและไม่ตั้งใจของนายจ้างหรือลูกจ้าง
ถือเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลได้มีมาตรการในการผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ ผู้เขียนยังมีข้อสังเกตบางประการคือ (1) แต่ละภาคอุตสาหกรรมมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันควรกำหนดมาตรฐานที่แตกต่างกัน อาทิ การเคลื่อน ย้ายแรงงานของภาคอสังหาริม-ทรัพย์และภาคก่อสร้างแม้ว่าพระราชกำหนดใหม่จะกำหนดให้เป็นท้องที่จังหวัดแต่ในทางปฏิบัติก็ยังต้องไปแจ้งย้ายสถานที่ทำงานล่วงหน้าก่อนการเคลื่อนย้ายแรงงาน (2) งานที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำคืองานกรรมกรเท่านั้น การให้แรงงานไปก่ออิฐ ฉาบปูน ปูกระเบื้อง ทำงานช่างไม้ ฯลฯ ก็ถือว่ามีความผิด (3) เนื้อหาของพระราชกำหนดพยายามให้เกิดการนำเข้าโดย MOU หรือการนำเข้าโดยบริษัทนำเข้าแรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีแต่หากฟังเสียงสะท้อนของธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กหรือภาคการเกษตรกรที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าว การนำเข้าโดย MOU ต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับนายจ้าง 15,000-20,000 บาท ต่อแรงงาน 1 อัตรา ในขณะเดียวกันเสียงสะท้อนของแรงงานต่างด้าว ที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผ่าน MOU แรงงานต่างด้าวก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่ประเทศต้น ทางอีก 20,000-40,000 บาท และต้องเอาบ้านหรือเอาที่นาไปจำนองจำนำคล้ายกับกรณีที่แรงงานไทยต้องไปทำงานต่างประเทศ
[caption id="attachment_188541" align="aligncenter" width="308"]
กรณีช่องทางการนำเข้าแรงงาน มีตัวอย่างการส่งออกแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลในอดีต ซึ่งต้องผ่านบริษัทตัวแทนนายหน้าเช่นเดียว กัน และต้องมีค่าใช้จ่ายต่อคน 200,000-300,000 บาท ต่อมารัฐบาลได้เปิดช่องทางให้การส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ผ่านองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration) หรือ IOM ได้ และค่าใช้จ่ายลดลงเหลือเพียง 70,000 บาทต่อคนเท่านั้น ในกรณีตัวอย่างขั้นต้น แนวคิดของกระทรวงแรงงานเรื่องการนำเข้าแรงงานแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการลดขั้นตอนเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้มีช่องทางการนำเข้ามากกว่าช่องทาง MOU
ผู้เขียนเห็นว่าหากเรายอมรับความจำเป็นที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวแล้วทุกฝ่ายก็คงต้องปรับตัวทั้งภาครัฐเองในฐานะผู้ออกกฎหมายและผู้กำกับดูแล ภาคเอกชนเองในฐานะของผู้มีความจำเป็นต้องใช้แรงงาน ก็ต้องเคารพและดูแลสิทธิของลูกจ้าง ฝ่ายลูกจ้างเองก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,284 วันที่ 3 -5 สิงหาคม พ.ศ. 2560






