
การขับเคลื่อนอีอีซี
โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่อีอีซี ไม่ว่าจะเป็น แนวทางการพัฒนาท่าเรือนํ้าลึกหลัก 3 แห่ง (แหลมฉบัง สัตหีบ มาบตาพุด) โดยมีรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยงและมีระบบบริการการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) ซึ่งการพัฒนาท่าเรือทั้ง 3 โดยให้มีรถไฟรางคู่เข้าเชื่อมโยงกับท่าเรือทั้ง 3 แห่ง และให้มีระบบบริการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) เป็นโครงการหลักของอีอีซี ที่จะยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลก
การดำเนินการรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยง 3 ท่าเรือ และมีระบบบริการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อถือเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศ โดยเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางรางที่มาถึงท่าเรือจาก 7% เป็น30% และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลงจาก 14 % ของ GDP เป็นประมาณ 12% หรือประหยัดลงได้ประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม พิจารณาเห็นว่าการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมให้มีบริการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Operation) จะสามารถลดระยะเวลาขนส่งเฉลี่ยจากเดิม 24 ชม.หรือนานกว่า ให้เหลือเพียงประมาณ 8 ชม. โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 รวมทั้งการพิจารณาจัดศูนย์ขนส่งตู้สินค้า (ICD) และ ศูนย์รวมสินค้า (Container Yard: CY) ตามความเหมาะสมระหว่างเส้นทางรถไฟจากหนองคาย ถึงท่าเรือแหลมฉบังอีกด้วย
การเห็นชอบดังกล่าวนับว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคณะทำงานในการร่วมกันขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าต่อไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้และในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งใน คณะทำงานผมมีความเชื่อว่าโครงการ EEC คือโครงการที่จะนำพาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,281 วันที่ 23 - 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






