
นักสืบต้นแบบ สตช. กู้ศรัทธา‘จักรทิพย์-ตร.’
โดยจะโยกพล.ต.อ.จักรทิพย์ออกจากเก้าอี้ผบ.ตร. ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.ขึ้นเสียบแทนเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ !!!!
หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ลงพื้นที่ไปบัญชาการ และแถลงข่าวด้วยตัวเอง รวมทั้งยังนำทีมนักสืบมือพระกาฬ ของสตช.ยุค 4.0 ที่เรียกว่า “36 นักสืบต้นแบบ” ประกอบด้วย 3 นายพล คือ “สุชาติ/รณศิลป์/สุวัฒน์” ลงไปด้วย...
ส่วนขั้นตอนและวิธีการสืบสวน-สอบสวน ขออนุญาตไม่เปิดเผย “ข้อมูล” รายละเอียดนะครับ เพราะไม่มีความจำเป็น และอาจทำให้การทำงานในอนาคตของเหล่า “นักสืบต้นแบบ” ยากขึ้น สรุปคร่าวๆ คือ งานนี้ไม่หมู แต่เกิดจากทุกคนทำงานกันอย่างมีวินัย รอบคอบและอดทน...ได้ “จิ๊กซอว์” ตัวแรก ตัวที่ 2-และที่ 3
กระทั่งสามารถจับกุม “บังฟัต” ที่ถูกซัดทอดว่าเป็น “หัวโจก-ผู้บงการ” และทีมฆ่านายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านกับครอบครัวได้ในที่สุด
ตัวเลขผู้ต้องหาล่าสุด จับผู้ต้องหาได้แล้วรวม 9 ราย แบ่งเป็นชาย 7 รายและผู้หญิง 1 ราย ซึ่งเป็น “กิ๊ก” กับบังฟัต ที่ไม่ได้เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ แต่เป็นคนสนับสนุนจัดซื้อชุดลายพราง รวมทั้งยังเป็นคนจัดหาอาหาร และนํ้าดื่มให้ผู้ก่อเหตุและเหยื่อด้วย
สำหรับคนร้ายอีก 1 คนที่เป็นชายเจ้าของรถยนต์ “ฟอร์จูนเนอร์-?สีดำ” ที่คนร้ายใช้ในคืนก่อเหตุร้ายก็ถูกตำรวจควบคุมตัวแล้วเช่นกัน จากการสอบสวนเบื้องต้นชายคนดังกล่าวอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ “บังฟัต” มาขอเช่ารถตน โดยอ้างว่าจะนำไปใช้งาน และตนก็ไม่คาดคิดว่า จะนำรถไปก่อเหตุสะเทือนขวัญข้างต้น
จากการสอบปากคำนายจักร อายุ 37 ปี หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นคนสนิทของ “บังฟัต” หรือนายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์สกุล อายุ 41 ปี ได้ให้การกับชุดสืบสวนว่า มีอาชีพรับจ้างกรีดยางและทำงานก่อสร้าง โดยก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้เคยได้รับการติดต่อจากบังฟัตให้ไปทวงหนี้ นายวรยุทธมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็จะมีลูกน้องบังฟัต 5-6 คนไปด้วย...
และ “ทีมทวงหนี้” ทุกคนจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 1,000 บาท
นายจักรกล่าวว่า แม้การทวงหนี้ 2 ครั้งก่อนหน้านี้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทีมทวงหนี้ก็ได้รับค่าจ้างครั้งละ 1,000 บาท และ 2 ครั้งที่ผ่านมา “บังฟัต” ไม่ได้สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าเหมือนครั้งล่าสุดนี้ รวมทั้งตนก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ครั้งนี้จะมีการฆ่ากันตายมากขนาดนี้
“...ครั้งนี้ บังฟัตให้ผมทำหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าบ้าน และยอมรับว่าเป็นคนกวักมือเรียกให้เหยื่อคนอื่นๆ ที่มาภายหลังให้เข้าไปในบ้าน เพราะไม่อยากให้ไปบอกคนอื่น ว่ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจค้น โดยไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุร้าย?จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงคํ่าจึงได้ยินเสียงปืนนัดแรก ตกใจมาก ก่อนที่บังฟัตจะลั่นไกยิงเหยื่อทีละคนอย่างไม่สะทกสะท้าน” นายจักรยํ้า
ส่วนการสอบปากคำ “บังฟัต” หัวโจกที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร ร.15 พัน.1 อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ให้การว่า การก่อเหตุ “ฆ่าโหด-ยกครัว” เป็นความพยายามของตนที่จะเบี่ยงเบนประเด็นสังหารให้เป็นเรื่องความเครียดในเรื่องหนี้สินของนายวรยุทธ จึงก่อเหตุฆ่ายกครัวแล้วฆ่าตัวตายตาม...
“ปกติ-ผมเป็นคนชอบดูภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรมลึกลับซ่อนเงื่อน จึงนำพล็อตเรื่องและเทคนิคของคนร้ายในภาพยนตร์ต่างประเทศมาใช้ในการหลอกล่อเจ้าหน้าที่ให้ไขว้เขว นอกจากนี้ยังได้มีการวางแผนหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ และถอดเอาเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดในบ้านไปทำลายด้วย” บังฟัตยํ้า
ชัดเจนจากปากผู้ต้องหาทั้ง “หัวโจก-ทีมทวงหนี้” รวมทั้งการเก็บหลักฐานต่างๆ ของมืออาชีพ “นักสืบพระกาฬ” อย่างเป็นระบบ ซะ ขนาดนี้ ก็มั่นใจได้เลยว่า งานนี้-นอกจากไม่มี “มวยล้ม” แล้ว ยังกู้ศรัทธาให้ สตช. และส่งผลให้วิกฤติต่างๆ ของตำรวจคลี่คลายไปในทางที่ดีด้วย...ขอเป็นอีกคนที่ส่งกำลังใจให้ตำรวจทุกท่านครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,281 วันที่ 23 - 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






