thansettakij
thansettakij
‘เงินหยวน’ ครึ่งปีหลัง

‘เงินหยวน’ ครึ่งปีหลัง

21 ก.ค. 60 | 23:03 น.
MP20-3280-B แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตเหนือความคาดหมายในไตรมาสแรกของปี 2017 นี้ที่ 6.9% แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจจีนน่าจะชะลอตัวลง อันเนื่องจากผลกระทบจากการแก้ปัญหาหนี้ของภูมิภาคเอเชีย และความพยายามของภาครัฐจีน ที่จะป้องกันเงินไหลออกนอกประเทศ

โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ ผลกระทบจากการใช้มาตรการควบคุมทุนไหลออกและการใช้นโยบายของธนาคารกลางจีนนั้นได้ทำให้เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นไปแล้ว 2.2%ครับเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนอกเหนือจากปัจจัยมาตรการของภาครัฐจีนเองแล้ว ก็ยังเป็นผลมาจากวิกฤติทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงไปเองด้วย

และแน่นอนว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เงินหยวนก็น่าจะมีทิศทางที่แข็งค่าต่อไปเช่นกันโดยปัจจัยสำคัญก็น่าจะมาจากนโยบายคุมการไหลออกของทุนโดยภาครัฐจีนเอง รวมไปถึงการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่มีแนวโน้มว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ถ้าหากวิกฤติการเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ และรัฐบาลสหรัฐฯยังไม่มีการออกนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนออกมาเป็นรูปธรรมก็น่าจะทำให้ทุนยังไม่ไหลกลับไปยังสหรัฐฯครับ

MP20-3280-C นอกจากนั้น ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ถึง 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ไม่ได้ส่งผลให้ทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ และหนุนเงินดอลลารตามที่คาดการณ์กัน นั่นก็เป็นเพราะว่า ความต่างของอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ และในต่างประเทศแม้ว่าจะเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้ทุนไหลกลับไปยังประเทศแม่อย่างชัดเจน

ขณะที่วิกฤติของนายทรัมป์ ก็สร้างความวิตกกังวลให้กับตลาดไม่น้อย รวมไปถึงนโยบายเศรษฐกิจที่ทรัมป์ ให้สัญญาเอไว้ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เงินหยวนของจีน จึงน่าจะยังเจอกับปัจจัยที่ทำให้หยวนแข็งค่าต่อไปครับ

ซึ่งนั่น ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก สำหรับเศรษฐกิจจีน ที่แม้ว่าจีนจะเริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออก และการลงทุนในประเทศสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศแทน แต่การส่งออกก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อการประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงแรงเกินไป จนกลายเป็น Hard Landing

ยิ่งไปกว่านั้นแลว้ จากตัวเลขในเดือนพฤษภาคม ก็ยังพบว่า นักลงทุนได้ฝากเงินในสกุลเงินต่างประเทศไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ของจีนเป็นปริมาณสูงสุดทำสถิติใหม่นับตั้งแต่ป2012 โดยมีปริมาณอยู่ที่ 7.79แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 26.4 ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่าบรรดาเอกชน และบริษัทรายใหญ่ทั้งหลายของจีนต่างพักเงินเอาไว้ในรูปของสกุลดอลลาร์แทนที่จะแลกกลับเป็นเงินหยวนเพราะการแข็งค่าของหยวนนั้นหมายความว่า จะทำให้มูลค่าของกำไรเหล่านั้นลดน้อยลงเมื่อแลกเปลี่ยนเป็นหยวน

ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของเศรษฐกิจจีนไม่น้อย อันเป็นผลจากการแข็งค่าของหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินบาทไทย ก็น่าจะมีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก เนื่องจากเงินดอลลาร์น่าจะมีทิศทางที่อ่อนค่าต่อไปครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,280 วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560